The Joneses(2009,Derrick Borte,USA) B+
พล๊อตหนังมันแสบสันต์ทีเดียวกับการสร้างครอบครัวกำมะลอสุดเพอร์เฟคที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการโฆษณาถึงชีวิตสมบูรณ์แบบจากการใช้ชีวิตซึ่งเป็นแผนการตลาดอันแยบยลเพื่อให้คนซื้อสินค้าที่ครอบครัวนี้ใช้กันที่ถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างชาญฉลาดและได้ผล นอกจจากการจิกกัดโลกทุนนิยมที่แสบสันต์แล้วมันยังบาดลึกทีเดียว เสียดายที่ตอนจบมันมีท่าทีสั่งสอนและพยายามจะแฮปปี้ฮอลลีวู้ดมากไปหน่อย ทำให้ตัวหนังอ่อนแรงลงไป
 
 
พุ่มพวง(2554,บัณฑิต ทองดี) A
ก็คงเหมือนคนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ที่รู้จักเพลงฮิตๆของแม่ผึ้งเป็นอย่างดีเพราะได้ยินตั้งแต่เด็กแต่ก็ไม่ได้อินอะไรมาก และตัวหนังก็ไม่ได้เจาะลึกชีวิตแม่ผึ้งมากมายอะไรนักแถมจากการการหนังสือและดูข่าวที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดว่าตัวหนังก็เซนเซอร์ตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทจากคนรอบข้างที่ยังมีชีวิตอยู่กันแบบเพลย์เซฟสุดๆ ซึ่งมันก็หาใช่ปัญหาไรไม่(ก็ทีหนังฮอลลีวู้ดที่มันหล่อหลอมเราว่าสร้างจากเรื่องจริงกันทั้งนั้นเลย)แม้จะแอบรู้สึกบ้างเล็กน้อยว่าหนังมีประเด็นให้เล่นมากมายก่ายกองเหลือเกิน ในส่วนการเล่าเรื่องหนังทำได้ดี ไหลลื่นและสนุก ความจริงมันเล่ากันแบบ ทื่อ ซื่อๆและติดลูกเชยด้วย ซึ่งมันเหมาะกับยุคสมัยและบริบทของหนังแบบสุดๆแถมดูจริงใจในการเล่าดี และไอ้พวกฉากแฟลชแบครีวิวประกอบเพลงที่ราวกับหลุดมาจากเอ็มวีเพลงลูกทุ่งยุคเก่าก็ส่งเสริมอารมณ์หนังได้อย่างน่าประหลาด การแสดงของน้องเปาก็สุดยอด เป็นธรรมชาติ น่ารักด้วย และสามารถสร้างอารมณ์ร่วมไปกับเธอได้เป็นอย่างดี พี่ป๋อก็เล่นดี จังหวะการเล่นอารมณ์คนดูที่ดูจากตัวอย่างหนังแล้วคิดว่ามันคงฟูมฟายและยัดเหยียดกันแบบเต็มสตรีมก็ต้องบอกว่ามันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด คือ มันไม่ได้ทำตัวฟูมฟายจนเกินเหตุ และจังหวะส่งอารมณ์มันก็แม่นยำทีเดียว หลายฉากเล่นเอาน้ำตาคลอเบ้าเลยทีเดียว อินมาก ยิ่งตอนจบที่หนังใช้ฟุตเทจภาพแม่ผึ้งตัวจริงก็เล่นเอาตายไปเลย เขื่อนแตก เป็นการใช้ฟุตเทจภาพจริงในท้ายเรื่องที่ได้ผลรุนแรงมาก โครตสะเทือนอารมณ์เลย มันอาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ ออกเชยๆทื่อๆแต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจและก็น่าประทับใจอย่างยิ่งยวด ซึ่งนั้นล่ะที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษโดดเด่น จนอยากมอบรางวัลหนังไทยแห่งปีร่วมกับปัญญา เรณู กันเลยทีเดียว
 
 
Captain America: The First Avenger(2011,Joe Johnston,USA) B
วิธีการเล่าเรื่องและอารมณ์มันประมาณ Iron Man และ Thor เด๊ะเลย คือไม่ลงลึกในรายละเอียด ไม่ได้มีแง่มุมลึกซึ้ง เล่าเรื่องด้วยท่าทีผ่อนคลาย มีทีมนักแสดงชั้นดีคอยประคับประคองหนัง เพียงแต่ที่น่าเสียดายมากสำหรับหนังเรื่องนี้ก็ตรงที่หนังเรื่องนี้มันทิ้งตัวละครรายรอบเสียสนิท มีเพียงทอมมี่ ลี โจนส์ที่ได้เป็นสีสันชั้นเยี่ยมแก่หนังนอกนั้นเรียกว่าเหมือนมาเดินผ่านจอกันทั้งนั้นเลย ทำให้ตัวหนังไม่มีสีสันและเสน่ห์แบบที่ Thor และ Iron Man มี ซึ่งเหตุผลนี้ยังทำให้ครึ่งของหนังไม่สนุกแบบครึ่งแรกทั้งที่ครึ่งหลังเพียบพร้อมไปด้วยฉากแอคชั่นและยังทำให้ช่วงท้ายๆที่ควรจะสร้างการสะเทือนอารมณ์ได้ตามบทที่วางไว้มันก็กลับพาไปไม่ได้ถึงเพราะความแบนของตัวหนังและตัวละคร แต่สิ่งที่ชอบมากๆคือนอกจากหนังจะย้อนยุคแล้ววิธีการของหนังก็ดูโอลด์แฟชั่นมากๆและระหว่างดูก็นึกถึงหนังเรื่อง The rocketeer ตลอดเวลาจนไม่น่าแปลกใจที่ทำไม่มาร์เวลถึงเลือกโจ จอห์นสตันมากำกับเพราะทั้งสองเรื่องมีความใกล้เคียงกันมาก อีกหนึ่งหนังแอคชั่นฮีโร่ที่ดูได้เพลินๆแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก
 
 
 
Rise of the Planet of the Apes(2011,Rupert Wyatt,USA) A
ในฐานะของหนังตลาดขายความบันเทิง ต้องบอกว่ามันคือสุดยอดความบันเทิงแห่งปี มันทั้งเข้มข้นและเร้าใจ ทั้งที่จริงมันเต็มไปด้วยฉากแอคชั่นอันแสนธรรมดาไร้ความหวือหวาแต่มันกลับทำออกมาได้ดูกว่าหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ทั้งหลายแหล่ที่ฉายในปีนี้ จังหวะดราม่าก็เป๊ะมาก แม้บางช่วงจะรู้สึกว่ามันเล่าเรื่องเร็วไปหน่อยแต่มันก็ทำให้ตัวหนังตื่นเต้นชวนติดตามได้ตลอดเวลาอย่างได้ผล แต่ถ้าผละ  จากการมองแค่มันเป็นหนังขายความบันเทิง นี่คือหนังที่วิพากษ์มนุษย์ได้อย่างข้นคลั่ก มันไม่ได้สร้างตัวละครมนุษย์ให้เป็นตัวร้ายอย่างจงใจแต่กลับทำให้เห็นว่ามนุษย์เป็นพวกช่างฝันละเมอเพ้อพกว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์เสกปั้นสิ่งใดก้ได้ตามใจปรารถนาโดยลืมไปว่าการสร้างสรรค์นั้นได้ทำลายอะไรลงไปบ้าง กล่าวอย่างง่ายคือแท้ที่จริงแล้วมนุษย์เกิดมาเพื่อทำลายล้างเพียงแต่มนุษย์ไม่ได้รู้ตัวเท่านั้นเอง นอกจากนี้การกระทำของลิงก็ทำให้มันดูเป็นหนังการเมืองมากๆเพราะมันแสดงให้เห็นถึงการปลดแอกพันธนาการแห่งการกดขี่จากชนชั้นปกครองของผู้ใต้ปกครองหรือแม้แต่การมองการกระทำของลิงเป็นภาพแทนของการปลดแอกจากจักรวรรดินิยมทุนนิยมในปัจจุบันที่ประเทศใหญ่ๆใช้ครอบงำประเทศเล็กๆ(ผ่านสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเขตการค้าเสรี) เป็นหนังขายความบันเทิงที่พาไปได้ไกลกว่าความบันเทิงอยู่มากโข และทำให้ Planet of the Apes เวอร์ชั่นของ Tim Burton ดูเป็นหนังงี่เง่าๆไปเลย
 
 
Come Rain, Come Shine(2011,Yoon-ki Lee,South Korea ) B
หนังเกือบทั้งเรื่องเกิดขึ้นภายในวันที่ภรรยากำลังเก็บข้าวของออกจากบ้านโดยมีสามีช่วยเก็บของด้วยความช้ำชอกอยู่ภายใน จากพลอตเรื่องมันน่าจะกลายเป็นหนังที่พูดถึงการล่มสลายของความรักได้อย่างเจ็บปวดร้าวรานได้มิยาก น่าเสียดายที่ผู้กำกับดูจะหมกหมุ่นกับการดำเนินเรื่องที่แสนเนิบนาบและการกำกับภาพอันสวยงามสะดุดตาตามแบบหนังอินดี้เก๋ๆเท่ห์ๆสักเรื่องพึงจะมี ถึงแม้ความเนิบนาบของมันจะช่วยให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังน่าอึดอัด กระอักกระอ่วนเข้ากันได้ดีกับเนื้อเรื่อง แต่ทุกสิ่งอย่างในหนังก็ดูเซตหรือประดิษฐ์มากจนเกินงามจนทุกอย่างในหนังดูเป๊ะและแข็ง ทำให้หนังแห้งแล้งทางด้านอารมณ์และขาดความสมจริงไป แม้การแสดงของพี่ฮยอนบินจะดีมากๆและเผยให้เห็นความเจ็บปวดภายใต้ใบหน้าอันนิ่งเฉยๆได้อย่างยอดเยี่ยมแล้วก็ตาม แต่เพราะการกำกับที่ท่ามากและประดิษฐ์ประดอยจนเกินงามแต่ขาดความใส่ใจในรายละเอียดทางอารมณ์ของหนังไปแทนที่จะทำให้มันเป็นหนังโครตจี๊ดและสะเทือนอารมณ์สุดขีดแบบหนังแนวเดียวกันที่เพิ่งฉายเมื่อต้นปีอย่าง Blue Valentine มันกลับเป็นเพียงหนังดราม่าสวยๆเก๋ๆที่แสนจะกลวงเปล่า
 
 
Tomboy(2011,Céline Sciamma,France) A-
ขณะดูหนังเรื่องนี้ นึกถึงหนังไทยเรื่อง Yes or No อยากรักก็รักเลย ตลอดเวลาในฐานะที่ตัวละครทั้งหลายรู้สึกว่าการเป็นทอมเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ไม่เห็นต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับมัน หนังไม่ได้กล่าวว่าการเป็นทอมเป็นสิ่งที่ผิดแต่การไม่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงต่างหากที่เป็นสิ่งเลวร้าย ขณะเดียวกันการเล่าเรื่องที่เมื้อตัดส่วนเพศสภาพอันแสนจริงจัง มันก็คือแฟนฉันดีๆนี่เอง มันเป็นเหมือนภาพความทรงจำวัยเยาว์อันแสนหวานเพียงแต่การที่มันมีท่าทีและประเด็นจริงจังมากๆ ทำให้มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องชวนฝันในอุดมคติแบบแฟนฉัน แต่มันก็หวาน อบอุ่นกรุ่นความประทับใจเอามากๆอยู่ดี หนังทำให้เห็นว่าการมุ่งเจาะประเด็นสุดซีเรียสจริงจังและไม่พยายามหาทางออกให้ฟีลกู๊ดสุดติ่งก็สามารถเป็นหนังที่สร้างประทับใจได้เหมือนกัน
 
 
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ ศึกนันทบุเรง(2554,หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) B
สิ่งที่น่าปลื้มใจที่สุดของหนังเรื่องนี้คือมันไม่น่าเบื่อขนาดต้องภาวนาให้หนังจบๆสักทีแบบภาคที่แล้ว แต่สิ่งที่เหมือนภาคที่แล้วเลยคือมันเต็มไปด้วยความเยิ่นเย้อจนน่าหงุดหงิด เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ในหนังช่างยาวนานเหมือนใส่ๆให้หนังมันยาวๆเข้าไว้ ทั้งที่มันไม่ต้องมีก็ได้เพราะหลายๆเหตุการณ์มันหาได้มีอิทธิพลต่อตัวหนังไม่ และที่เลวร้ายที่สุดคือเหตุการณ์และตัวละครหลายๆตัวที่ปูเอาไว้ในภาคที่สามพอมาภาคนี้กลับโดนตัดทิ้งอย่างไม่ใยดีจนเกิดอาการงงงวยว่ามีภาคสามมาเพื่อ(พี่จั่กจั่นไปไหน) ส่วนของการเล่าเรื่องก็เอื่อยเชื่อยขาดความน่าติดตามและเข้มข้นอย่างที่สองภาคแรกไป แม้หนังจะมีดรม่าที่ดีก็หนังก้ไม่มีพลังมากพอจะสร้างอารมณ์ร่วมได้มากมายนักเพราะหนังหมกหมุ่นกับการเล่าเรื่องข้างทางซะเนอะจนไปกลบตัวละครสำคัญๆซะหมด ความจริงตอนภาค 1 และ 2 ท่านมุ้ยมาถูกทางแล้ว หนังดูมีความเป็นหนังเล่าเรื่องมากกว่าเป็นสารคดีแบบสุริโยไท แต่พอมาภาค 3 และ 4 มันหนักกว่าสุริโยไทเสียอีกเพราะตอนนี้มันดูเป็นภาพตัดแปะที่สะเปะสะปะและไม่ต่อเนื่องเอาซะเลย และเห็นได้ชัดว่าท่านมุ้ยเริ่มควบคุมตัวหนังไม่อยู่ซะแล้วเพราะตอนนี้ท่านมุ้ยดูจะมีเรื่องจะเล่ามากเกินกว่าที่หนังควรจะเล่าจนไม่สามารถจบหนังให้ลงได้ภายใน 4 ภาค ทั้งที่ว่าตามจริงทั้งภาค 3 และ 4 สามารถมัดรวมกันเป็นเรื่องเดียวภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ได้ ก็ไม่รู้ว่าท่านมุ้ยจะทำหนังแข่งกับ Fast และ Final Destination หรืออย่างไรกัน มันถึงไม่จบสักที
 
 
คนโขน(2554,ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) B
ทั้งบทหนัง การแสดงและการเล่าเรื่องของมันโครตจะละครช่องเจ็ดเลย แต่มันก็ไม่ได้ประดักประเดิดและเชยถึงกับร้องยี้ การตัดต่อค่อนข้างรวบรัดตัดตอนจนอารมณ์หนังมันโดดไปโดดมาในหลายช่วง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหนังก็ให้เวลาน้อยจนไม่เกิดความรู้สึกใดๆต่อชะตากรรมของตัวละครเลยแม้แต่น้อย ทำให้ช่วงท้ายที่หนังขยี้สุดฤทธิ์ไม่ได้ผลแถมยังรู้สึกว่ามันเยอะเกินขีดจำกัดด้วยในการขมวดปมในช่วงท้ายเรื่องที่มันดู  ยัดเหยียดจนน่ารำคาญ(ความจริงพี่ตั๋วมีปัญหาเรื่องการขมวดปมท้ายเรื่องที่พยายามใส่นู่นนี่นั่นเยอะเกินไปตั้งแต่ตอนลพครเรื่อง สุภาพบุรุษลูกผู้ชายแล้ว) ในส่วนที่หนังให้มีตัวละครคอยเล่าเรื่องตลอดเวลาก็ดูไม่เข้ากับหนังและไม่ได้ส่งเสริมหนังให้ดีขึ้นนอกจากทำให้เห็นว่าพี่ตั๋วต้องการสั่งสอนคนดูเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทย ส่วนประเด็นหนังเอาเข้าจริงๆไม่ได้รู้สึกว่าพี่ตั๋วทำการสั่งสอนเท่าไหร่แต่เหมือนพี่เขาพยายามกล่อมเกลาคนดูให้เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมและให้มาสนใจศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ทำให้มันเป็นหนังที่เหมาะกับพวกอนุรักษ์นิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตาแบบที่กระทรวงวัฒนธรรมชอบเอาแต่พร่ำบอกให้หันมาสนใจศิลปวัฒนธรรมเก่าๆและต้องปฏิบัติตนตามจารีตประเพณีแต่เก่าก่อน ทำให้ประเด็นหนังมันตื้นเขินและมองด้านเดียวอย่างน่าเกลียด ทำให้มันคงยากท...ี่จะนำมันไปเทียบชั้นกับ โหมโรง เพราะความตื้นเขินในการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมตามสไตล์คนหัวโบราณคร่ำครึของมันนั้นล่ะ ความจริงหนังมีบางช่วงที่ดีอย่างฉากที่เล่นโขนบอกรักแต่เพลงที่ใช้นั้นมีจังหวะร่วมสมัยแต่มันกลับมาตกม้าตายกับช่วงท้ายของหนังที่เหมือนพี่ตั๋วมาปราศรัยเรื่องวัฒนธรรมจารีตประเพณีที่คนไทยต้องจำไว้ตามฉบับอนุรักษ์นิยมสุดโต่งผ่านหนังนั้นแล
 
 
Cowboys & Aliens(2011,Jon Favreau,USA/India) B
การได้ยินแต่คนบ่นผิดหวัง ทำให้ไม่ตั้งความหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้ไว้เลยแม้แต่นิดเดียว พอดูจบเลยรู้สึกมันก็ไม่ถึงกับแย่หรือไม่เข้าท่าแบบคนอื่น มันก็ดูได้เพลินๆตามประสาหนังฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันนั้นล่ะ เพียงแต่ชื่อของนักแสดง คนเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับทำให้หลายคนคาดหวังไว้สูงซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังมีปัญหาตรงที่มันพยายามทำตัวซีเรียสจริงจังมากเกินไปทำให้หนังดูเอื่อยเชื่อย ท่าหนังทำตัวทีเล่นทีจริงมากกว่านี้น่าจะทำให้หนังสนุกขึ้นโดยเฉพาะการที่หนังมีทั้ง Daniel Craig Harrison Ford และ Sam Rockwell ที่ล้วนมีเสน่ห์และความไหลลื่นกันแบบเต็มที่อยู่แล้ว มันเลยน่าเสียดายที่หนังไม่ใช่เสน่ห์ของสามคนนี้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่อยนัก(จำได้ว่าทั้งสามคนได้โชว์มุขคนละครั้งเอง) และการทำตัวจริงจังของมันยังทำให้ส่วนผสมของความเป็นหนังคาวบอยและเอเลี่ยนดูประดักประเดิดสิ้นดี แม้ในส่วนของหนังคาวบอยดูจะทำได้ดี ทำให้นึกถึงหนังคาวบอยสมัยโบราณแบบพวก Shane อะไรเทือกนั้น พูดง่ายๆว่าการพยายามทำตัวให้สูงค่าว่าหนังตนเป็นหนังทุนสุงฟอร์มยักษ์ของมันเองนั้นและ ทำให้หนังไม่กล้าใส่ลูกบ้าและเล่นสนุกกับมันให้มากกว่านี้(ทั้งที่บางช่วงหนังสามารถเล่นได้มากกว่านี้)เหมือนกลัวหนังจะดูราคาถูกแบบหนังเกรดบีไป ทำให้หนังอืดๆเอื่อยๆเชื่อยๆขาดสีสันและเสน่ห์ดึงดูดให้เกาะติดอยู่กับเรื่องได้อย่างสนุกสนานอย่างที่ควรจะเป็น มันจึงเป็นได้เพียงหนังดูได้เพลินๆที่แสนจืดชืดเรื่องหนึ่งเท่านั้น
 
 
รักจัดหนัก(2554,ไพรัช คุ้มวัน/ภาส พัฒนกำจร/อนุชิต มวลพรม/อินทิรา เจริญปุระ/ชาคร ไชยปรีชา/เมธัส ฉายชยานนท์) A-
หนังสนุกน้อยกว่าที่คิดบางช่วงบางตอนไม่ค่อยไหลลื่นเท่าใดนัก ทำให้ชอบมันน้อยกว่าที่คิดในเรื่องของการเล่าเรื่อง ผละจากนั้นนี่คือหนังไทยแห่งปี หนังโดดเด่นมากในการนำเสนอเหตุการณ์และตัวละครที่เล่าด้วยความไม่ซีเรียสจนเกินเหตุแต่มันโครตจะสมจริงเลย การพูดจาและการกระทำของวัยรุ่นในหนังเรื่องนี้แม่งโครตจริงอย่างที่ไม่เคย  เห็นมาก่อนในหนังไทย และการที่หนังยังไม่ทำหน้าที่เป็นตำรวจศีลธรรม ไม่ทำตัวสั่งสอนศีลธรรมอันดีและตัดสินการกระทำของตัวละครอย่างฉาบฉวยไปในทางลบถ่ายเดียวแบบในสื่อกระแสหลักชอบทำกันยิ่งเมื่อมองว่ามันเป็นประเด็นอันแสนอ่อนไหวที่ไม่ควรตัดสินกันอย่างง่ายแบบที่คนในสังคมชอบทำกันรวมทั้งการหาทางออกให้ปัญหาที่ส่วนใหญ่ไม่ Feel Good จัดๆก็ Feel Bad จัดๆ แต่กลับจบแบบปลายเปิดชี้ชวนให้เกิดการต่อยอดความคิดหลังดูก็ยิ่งทำให้มันเป็นหนังไทยที่โดดเด่นเกินหน้าหนังไทย เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้มีหนังที่ทำการกระเทาะเปลือกสังคมอย่างจริงจังและไม่นำเสนอแง่มุมแบบตื้นเขิน ขณะเดียวกันมันก้เล่าเรื่องด้วยท่าทีผ่อนคลาย ไม่แอคอาร์ตหรืออินดี้จนไม่เป็นมิตรกับผู้ชมทั่วไป(แต่ก็ไม่น่าใช่หนังที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นหนังที่เหมาะสำหรับทุกคน อย่างน้อยก้พวกชอบทำตัวสูงคิดว่าตนช่างเป็นคนมีศีลธรรมอันดี) สมจริง มีความอบอุ่นเล็กๆ(ส่วนตัวตอนจบค่อนข้างพีคมากทีเดียว) หลังจากนาคปรกทำการสำรวจพุทธศาสนา Yes or No อยากรักก็รักเลยทำการสำรวจเพศสภาพ มาเรื่องนี้พูดถึงท้องในวัยเรียน สิ่งที่น่าสนใจมากๆในช่วงหลังๆมานี้คือดูเหมือนว่าหนังไทยในกระแสหลัก(เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้มันอินดี้แต่มันฉายเยอะกว่าหนังไทยกระแสหลักบางเรื่องเสียอีกเลยให้มันเป็นหนังกระแสหลักแล้วกัน) เริ่มหันมาพูดประเด็นสังคมที่จริงจังมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นนิมิตรหมายที่ดีมากสำหรับวงการหนังไทยที่ต้องการอะไรแบบนี้มานานแล้ว อาจไม่ใช่หนังไทยที่ดีมากมายอะไร แต่นี่คือหนังไทยที่โดดเด่นมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
 
 
Trust(2010,David Schwimmer,USA) A+
เด็กสาวถูกเพื่อนในเน็ตหลอกลวงจนถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์ได้พังทุกอย่างในครอบครัว ดูจบก็ได้แต่อึ้งและทึ้งในฝีมือการกำกับของเดวิด ชวิมเมอร์หรือดร.รอสส์ เกลเลอร์แห่งซีรีย์ขวัญใจสมัยเด็ก Friends เขาทำให้หนังดราม่าที่มีพล๊อตเชยๆเรื่องนี้ ทั้งน่าหวาดหวั่น กดดัน หนักหน่วง เจ็บปวด คาดเดาไม่ได้ว่ามันจะไปจบที่ตรงไหน(ธรรมดาไอ้พล๊อตแบบนี้ไม่จบฟีลกู๊ด ฟีลแบด ก็คงมีนองเลือดซึ่งธรรมดาดูไปสักพักคงรู้แล้วว่ามันจะจบทางไหน) ซึ่งต้องยกความดีให้บทหนังด้วยที่สร้างตัวละครพ่อและลูกสาวได้มิติซับซ้อนสร้างความคลุมเครือปกคลุมตลอดเรื่อง โดยเฉพาะตัวพ่อที่เรื่องยิ่งไปมากเท่าไรก็ยิ่งชวนตั้งคำถามว่าที่ตัวละครพ่อโกรธแค้นอยู่นี่เพราะลูกสาวถูกข่มขืนหรือการที่ลูกไปมีเซกส์เป็นเหมือนการพรากลูกสาวอันเป็นที่รักคนเดิมจากไปแล้ว เหมือนว่าพอลูกไม่บริสุทธิ์เธอก็ไม่ใช่ลูกสาวที่เขาเคยทะนุถนอมอีกแล้วอะไรประมาณนั้น(ฉากที่เขาพูดกับลูกสาวถึงเรื่องราววัยเยาว์แสดงให้เห็นถึงการถวิลหาความบริสุทธิ์) ส่วนลูกสาวก็คาดเดาไม่ออกว่าเธอไร้เดียงสาหรือเป็นกลไกการป้องกันตัวหรือที่จริงเธอหลงรักการมีเซกส์ในครั้งนั้นเพราะเธอได้ถูกชมเชยความงามที่ไม่เคยมีใครทำกับเธอมาก่อน ซึ่งตัวละครทั้งคู่ยิ่งดำเนินไปก็ยิ่งทำให้ตัวหนังกดดัน บีบคั้นไปจนหายใจไม่ทั่วท้องทั้งที่มันเป็นหนังดราม่าเพียวๆที่ไม่ได้มีการใส่อารมณ์ฟูมฟายแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้หนังพาไปได้ไกลกว่าการเป็นหนังที่พูดถึงพิษภัยออนไลน์ เพราะนี่คือหนังที่พูดถึงสังคมร่วมสมัยอันน่าหวาดหวั่น โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่ตอกย้ำความน่ากลัวของโลกปัจจุบันได้อย่างแสบสันต์ เย็นชา และน่ากลัวสุดขีด ดูจบแล้วนึกถึง Gone Baby Gone เพราะการที่มันจบด้วยการตีแสกหน้าศีลธรรมอันดีของมันช่างรุนแรงเหลือเกิน
 
 
ที่รัก(2553,ศิวโรจณ์ คงสกุล) A+
ไม่รู้จะสรรเสริญเยินยอหนังเรื่องนี้ยังไงดี หนังไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องราวของคู่รักที่ฝ่ายชายพาฝ่ายหญิงไปพบครอบครัวที่ลพบุรี หนังแทบไม่มีพล๊อตที่สามารถจับต้องได้มันแทบเป็นบันทึกห้วงเวลาหนึ่งของคนธรรมดาสามัญคู่หนึ่ง พวกเขาก็แค่ทำกิจวัตรทั่วไปคุยกัน กินข้าว ไหว้พระ เดินเล่น เล่นน้ำ พายเรือ ขี่มอเตอร์ไซค์ มันช่างเป็นกิจกรรมที่พบเห็นได้ดาดดื่น และมันก็ไม่ได้พยายามถ่ายทอดออกมาให้วิจิตรสดสวย ภาพต่างจังหวัดของมันไม่ได้ดูสวยงามแดนสวรรค์วิมานเป็นต่างจังหวัดจริงๆไม่ใช่เป็น  ยูโธเปียต่างจังหวัดในอุดมคติแบบที่คนกรุงคิดกัน ทุกอย่างในหนังมันดูเรียบง่ายไปหมด ทุกอย่างดูไร้การปรุงแต่ง มันดูเป็นธรรมชาติโครตๆ แต่ความธรรมดาของมัน มันกลับดูสวยหมดจดงดงามมาก ฉากคู่รักกระเซ้าเย้าแหย่ ฉากฝ่ายชายนั่งเฝ้าและชวนฝ่ายหญิงคุยระหว่...างหญิงอาบน้ำ ฉากชายพยายามทำให้ฝ่ายหญิงนอนหลับ หรือแม้แต่ฉากนอนจับมือกันทั้งที่นอนคนละมุ้ง ฉากธรรมดาที่ในหนังโรแมนติคทั่วไปคงไม่มี แต่ในหนังเรื่องนี้มันกลับทำสิ่งธรรมดาเหล่านี้ได้โรแมนติคกว่าหนังโรแมนติคหลายเท่านัก มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสามัญธรรมดาของชีวิตอย่างแท้จริง เพราะในความธรรมดาที่คนเรามองข้ามมันมีสิ่งสวยงามแฝงอยู่เสมอ ความจริงมันพูดถึงครามรักที่ถูกพรากไปแล้ว ทำให้หนังมีความอาลัยอยู่ในนั้นเพียงแต่มันเล่าผ่านความทรงจำอันแสนหวานและความทรงจำแสนหวานนี่ล่ะที่มัน Eternity ที่แม้แต่ความตายก็ไม่สามารถพรากมันไปได้ นี่คือหนังที่สามารถพูดได้เต็มปากว่า งดงามราวดั่งบทกวี เป็นหนังที่สวยมากที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา เป็นหนังเรื่องแรกที่ถึงกับนั่งอมยิ้มด้วยความสุขตลอดระยะเวลาเกือบทั้งเรื่อง นี่คือหนังที่สร้างสรรค์โมงยามแห่งความสุขได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต หนึ่งในหนังที่ชอบมากที่สุดตลอดกาล
 
 
 
บางกอกกังฟู(2554,ยุทธเลิศ สิปปภาค) A-
มันคงสไตล์อันโดดเด่นของยุทธเลิศไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะการหลอมรวมหนังหลายแนวไว้ในหนังเรื่องเดียว การใส่เรื่องราวที่เยอะเกินจำเป็นเหมือนอยากใส่ๆอะไรก็ใส่ๆมาให้หมด(ล้างแค้น การไล่ล่าความฝัน รักสามเศร้า ปัญหาเด็กถูกลักพาตัว ปัญหาครอบครัว เยอะไปไหม) ตลกร้ายแปล่มๆเพี้ยนๆ โปรดัคชั่นสวยๆแปลกๆแต่ดูราคาถูกเหมือนหนังทุนต่ำ คือมันเต็มไปด้วยความลักลั่นเต็มไปหมด แต่ความลักลั่นแบบนี้ล่ะมันโครตเข้ากับความเป็นหนังฮ่องกงกำลังภายในสมัยก่อนสุดๆ การที่มันดูเป็นหนังบู๊แต่ก็พยายามใส่เรื่องรักหวานๆเลี่ยนๆแถมยังดราม่าซีเรียสจริงจังกันแบบสุดขีดนี่ล่ะโครตจะหนังฮ่องกงเลย แล้วไอ้เรื่องพรรคนู่นมาล้างแค้นพรรคนี้พร้อมส่งสมุนใส่หน้ากากสัตว์ การปล่อยพลัง การถ่ายพลังและยิ่งตรงเซอร์ไพรส์แอคชั่นไคลแม๊กซ์นี่พบได้แต่ในหนังฮ่องกงเท่านั้นจริงๆ ทำให้หนังแม่งพีคมากๆพีคสุดๆพีคเหี้ยๆ การกำกับภาพสไตล์สวยเห๋เท่ห์ระเบิดของหนังก็ยิ่งทำให้ตัวหนังพีคไปอีกขั้นคือมันเท่ห์แบบที่เคยรู้สึกกับพระเอกหนังฮ่องกงเลยคือแม่งจะเท่ห์กันไปไหน โดยเฉพาะพี่แบงค์ โทโมะ พี่เป้เท่ห์โครต และดนตรีประกอบของ Koichi Shimizu พี่Thom Aj Madson(อัศจรรย์จักรวาล) และพี่เบิร์ด(Desktop Error) ก็ยิ่งส่งเสริมตัวหนังไปกันใหญ่ ดนตรีทำให้หลากฉากดูเท่ห์อย่างไม่มีเหตุผลขึ้นมาได้อย่างประหลาดแถมยังส่งเสริมให้อารมณ์หนังไม่ดูสะเปะสะปะเป็นเนื้อเดียวกันอีกต่างหาก(การใช้ดนตรีแบบKoichiสลับกับเพลงป๊อบของอาร์เอสมันเข้าท่าดีนะ) ถ้าจะมีเสียดายบ้างก็คือการมีทุนอันจำกัดทำให้หนังดูกั๊กๆเหมือนสามารถใส่อะไรได้มากกว่านี้ แต่แค่นี้ยุทธเลิศก็พาตัวหนังไปสุดทางแห่งความเป็นหนังฮ่องกงแล้ว  และสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือถึงตัวบทจะล้นสะเปะสะปะ การดำเนินเรื่องดูเร็วๆข้ามๆไปบ้าง แต่อารมณ์และโทนหนังกลับไม่หลุดเลย ยุทธเลิศเล่าเรื่องได้สมูธมากซึ่งเป็นสิ่งขาดหายไปในงานยุคหลังๆของเขา ถือเป็น Surprise Film of the Year เลยสำหรับหนังนี้ ซึ่งเหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำตัวเป็นหนังฮ่องกงแบบสุดโต่งของมันและความน่ารักของน้องแก้ว
 
 
El mariachi(1992,Robert Rodriguez,Mexico/USA) B+
หนังเรื่องแรกของ Robert Rodriguez ภาคแรกของ Desperado และ Once Upon a Time in Mexico ที่ความทุนต่ำของมันฉายแววให้เห็นถึงความช่างคิด ความบ้าบอและความเพี้ยนของเขาได้เป็นอย่างดี หนังเต็มไปความเท่ห์แบบดิบๆเพี้ยนๆ ฉากบู๊แทบไม่มีแต่สนุกมาก มันเป็นหนัง Robert Rodriguez ที่ปล่อยของอย่างไม่ยั้งมือและความทุนต่ำเตี้ยเรี่ยดินก็ยิ่งทำให้หนังมันสนุกแบบบ้าๆมากขึ้นอีกเท่าตัว จะว่าไปมันสนุกกว่า Once Upon a Time in Mexico หลายเท่านัก
 
 
Running Out of Time(1999,Johnnie To,Hong Kong) B+
อยากเห็นตู้ฉีฟงกลับมาทำหนังตลาดเพียวๆไม่เน้นจริตการประดิษฐ์แบบงานยุคหลังของเขาแบบหนังเรื่องนี้อีกจัง มันเป็นหนังโจรกรรมหักเหลี่ยมเฉือนคมที่มีบทและการกำกับที่ไร้ความหวือหวาแบบหนังแอคชั่นฮ่องกงแต่กลับสร้างความตื่นเต้นชวนติดตามได้ตั้งแต่ฉากแรกยันฉากสุดท้ายได้อย่างน่าทึ่ง
 
 
Au revoir les enfants(1987,Louis Malle,France/West Germany/Italy) A
หนังที่ว่าด้วยความโหดร้ายของสงครามที่ไม่มีฉากสงครามหรือแม้แต่ฉากทหารยิงปืนเลยสักครั้ง เหตุการณ์ทั้งหมดของหนังเกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังเต็มไปด้วยฉากการละเล่น การหยอกล้อกลั่นแกล้งด้วยความเดียงสาของเด็กๆแต่มันกลับแสดงให้เห็นการจ้องทำลายล้างกันเองของมนุษย์ผ่านสิ่งละอันพันละน้อยในการกระทำของตัวละครที่เป็นเหมือนภาพแทนให้เห็นความโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อกันที่ยิ่งหนังดำเนินเรื่องไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งกัดเซาะความรู้สึกผ่านสายตาของเด็กน้อยได้อย่างรุนแรงและรวดร้าวเป็นอย่างยิ่ง
 
 
 
อุโมงค์ผาเมือง(2554,หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) B
วัดกันแค่ความบันเทิง มันสนุกกว่า ราโชมอน เวอร์ชั่นต้นฉบับของคุโรซาว่าเสียอีก แม้เหตุการณ์และการเล่าเรื่องจะเหมือนราโชมอนเกือบเป๊ะแต่หนังก็ดูมีที่ทางของตัวเองดีทั้งการหมกหมุ่นสั่งสอนธรรมะเหมือนหม่อมน้อยกำลังแผ่เมตตาอุทิศบุญกุศลแก่คนดูยังไงยังงั้นรวมไปถึงสไตล์การกำกับและการแสดงที่ไม่ต่างจาก ชั่วฟ้าดินสลาย เลยสักนิด น่าเสียดายที่หนังที่ท่าทีสั่งสอนแล...ะนำเสนอประเด็นผ่านบทพูดตัวละครมากเกินควร ทำให้การวิพากษ์มนุษย์สุดเข้มข้นของต้นฉบับถูกบั่นทอนจนประเด็นหนังไม่แรงและจี้ใจอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้การเพิ่มปูมหลังตัวละครที่ต้นฉบับไม่มีก็ไม่ได้เพิ่มมิติให้กับเรื่องแต่อย่างใดแถมยังทำให้หนังยืดเยื้อเกินจำเป็นด้วย ขณะที่การแสดงของพี่พลอยและพี่ดอมก็ยังไม่โชว์ฝีมือแบบสุดๆ(หรือฝีมือได้แค่นี้)ทำให้หนังไม่มีช่วงพีคๆทั้งที่หนังมีจุดให้ปล่อยของหลายช่วงอยู่ ถ้าหนังจะตัดทอนความอ้อยอิ่งให้กระชับขึ้น ลดการเทศนา และเพิ่มความเข้มข้นทางการแสดงให้มากกว่านี้ มันคงเป็นหนังวิพากษ์มนุษย์ได้ดีมากไม่ต่างจากต้นฉบับ และคงทำให้ไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังนั่งฟังเทศน์ฟังธรรมในโรงหนังเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงอย่างที่เป็นอยู่
 
 
 
 
 
 

Arrietty(2010,Hiromasa Yonebayashi,Japan) A
งานล่าสุดของสตูดิโอจิบลิอันเป็นที่รัก แม้มันจะเขียนบทโดยฮายาโอะ มิยาซากิ(Spirited Away)แต่ตัวหนังออกมาคล้ายงานขิงอีกหนึ่งสุดยอดผู้กำกับของจิบลิอย่างอิซาโอะ ทากาฮาตะ(Pom Poko)มากกว่า ทั้งการเล่าเรื่องอันเรียบนิ่งไร้จริตหวือหวาราวกับมันเป็นชีวิตประจำวันสามัญธรรมดา อุดมไปด้วยความอบอุ่นละมุนละไม ไม่มีการเร่งเร้าจังหวะสร้างความตื่นเต้นหรือขายความแฟนตาซีพิศดารสร้างความเร้าใจในช่วงท้ายเพื่อสร้างความพีคด้านความสนุกและทางอารมณ์ แต่มันก็จบได้อย่างซาบซึ้งกินใจสุดแสนประทับใจเสียเหลือเกิน น่าดีใจที่แม้มันจะเป็นผลงานของผู้กำกับน้องใหม่แห่งสตูดิโอจิบลิ แต่มนต์ขลังแบบงานก่อนๆของสตูดิโอจิบลิก็ยังคงจับใจอยู่มิเสื่อมคลาย
 
 
Transformers: Dark of the Moon(2011,Michael Bay,USA) B+
หลังจากภาคที่แล้วช่างน่าเบื่อสิ้นดี ภาคนี้ไมเคิล เบย์ทำการแก้ตัวได้สำเร็จ แม้ตัวหนังจะดูข้ามๆขาดความต่อเนื่องได้วายป่วงมากในบางช่วงแต่นั้นหาใช่สาระของการดูหนังเรื่องนี้ไม่ เอาความสนุกอย่างเดียว มันก็สนุกระดับไล่เลี่ยกับภาคหนึ่ง ความจริงหนังมีฉากน่าตื่นตาเต็มไปหมดแต่ด้วยความเป็นภาคสามมันเลยขาดความสดใหม่ แต่ชอบฉากแอคชั่นของภาคนี้มากโดยเฉพาะช่วงไคลแมกซ์ที่อัดกันเต็มที่และบ้าคลั่งในความวินาศสันตะโรในแบบที่ต้องอุทานดังๆว่าพี่เบย์เขาบ้าไปแล้วจริงๆ ต้องยอมรับจริงๆว่า ณ ขณะนี้คงไม่มีผู้กำกับคนใดเก่งกาจในการทำลายข้าวของได้สนุกสานานและเมามันส์แบบเขาได้อีกแล้ว ส่วนสามมิติมันก็ทำได้ดีทีเดียวแหล่ะ เป็นหนังบันเทิงที่โครตบันเทิงเลยจริงๆ
 
 
Takers(2010,John Luessenhop,USA) B
เป็นหนังอาชญากรรมแนวปล้นๆที่ดึงทุกสูตรของหนังแนวนี้มาใช้กันทุกมุขเลยทั้งจากสถาการณ์และตัวละครที่เดาทางได้ง่ายแบบไม่ต้องคิดอะไรให้รกสมองก็นึกออกว่าเหตุการณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้นหรือการกระทำของตัวละครในฉากต่อไปจะเป็นอย่างไรบ้าง ชัดๆคือเป็นหนังที่มีบทหนังที่น่าเบื่อมาก โชคดีที่ผู้กำกับเก่งกาจพอจะประคับประคองให้ตัวหนังดูสนุกไปกับเรื่องราวและฉากแอคชั่นไปได้ตลอดรอดฝั่ง แถมครึ่งเรื่องแรกหนังมีดราม่าตามสูตรที่ผู้กำกับทำถึงอยู่พอสมควร น่าเสียดายที่ช่วงท้ายมันกลับฟูมฟายมากเกินไปจนหนังดูะอ่อนแรงลงไปจากช่วงต้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไปทำลายส่วนดราม่าที่ปูมาดีๆในช่วงต้นให้พังทลายลงไปเลยทีเดียว
 
 
Being There(1979,Hal Ashby,USA) A-
พล๊อตประมาณว่าคนที่ไม่เคยออกสู่โลกภายนอกเลยในชีวิตพออกไปแล้วจึงจับพลัดจับผลูมีส่วนร่วมถึงเหตุการณ์ระดับชาติแบบหนังเรื่องนี้ มันสามารถกลายเป็นหนังตลกบ๊องๆแบบหนังของโรบิน วิลเลี่ยมทั้งหลายแหล่ได้เลย แต่ด้วยการแสดงขั้นเทพของปีเตอร์ เซลเลอร์และการกำกับของฮาล แอชบี้ที่แสดงออกและเล่าเรื่องแบบน้อยๆนิ่งๆ ทำให้มันเป็นหนังดราม่าคอมเมดี้สุดละมุนละไมและละเมียดเสียเหลือเกินแต่มันก็เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันหนักๆที่โครตฮาอย่างร้ายกาจอยู่เต็มเรื่องได้อย่างน่าทึ่ง
 
 
Marnie(1964,Alfred Hitchcock,USA) B+
เป็นหนังของ Hitchcock ที่ชอบน้อยที่สุดจากที่ดูผลงานของเขามา(ซึ่งดูไม่กี่เรื่องหรอก) ด้วยเหตุผลที่ว่ามันเป็นหนังที่ Hitchcock ไม่ได้ใช้ทักษะการเขย่าขวัญคนดูแบบที่เขาช่ำชองเพราะบทหนังไม่ได้เปิดโอกาสและหมกหมุ่นอยู่กับแง่มุมทางจิตวิทยาของตัวละครอย่างจงใจเปิดเผยอยู่ถ่ายเดียว ซึ่งในปัจจุบันประเด็นแง่มุมทางจิตวิทยาและจุดคลี่คลายของหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำมาใช้กันจนเกร่อ พูดง่ายๆว่ามันถูกใช้จนช้ำไปหน่อย ทำให้แม้มันจะเป็นหนังที่ดีแต่ก็ขาดความโดดเด่นเป็นพิเศษแบบงานเรื่องอื่นๆของ Hitchcock ที่การดูในสมัยนี้มันก็ยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ลุ้นระทึก และน่าทึ่งอยู่ดี
 
 
A Chinese Ghost Story โปเยโปโลเย ภาค 1(1987,Siu-Tung Ching,Hong Kong) A
ไม่รู้ว่าตอนเด็กๆเคยดูเต็มเรื่องรึเปล่า แต่จำได้ว่าเคยดูช่วงไคลแม๊กซ์แน่ๆทางช่องเจ็ดที่เมื่อก่อนชอบเอาหนังฮ่องกงมาฉายตอนเช้าเสาร์-อาทิตย์ หนังสนุกมาก มันเป็นหนังกำลังในที่ในช่วง 10 ปีหลังมานี้แทบหาไม่เจอ คือ เป็นหนังที่ส้รางขึ้นเพื่อความบันเทิง เนื้อเรื่องและฉากแอคชั่นไม่ซับซ้อนมาฟันๆสู้ๆกันอย่างเดียวไม่ต้องมาปรัชญาหรือพยายามท่ามากอะไรกันให้วุ่นวายแค่ใส่เรื่องรักให้เกิดความเป็นดราม่า ซึ่งตรงนี้เป็นอะไรที่Surpriseมากๆ หนังโรแมนติคมากๆทำให้การกระทำเพื่อคนที่รักของพระเอกและฉากจบเป็นอะไรที่จับใจมากๆ ไม่รู้เพราะการแสดงเลสลี่ จางหรือความสวยของหวังจู่เสียน(เพิ่งสังเกตว่าเธอหน้าตาละม้ายยูโกะ ทาเคอุจิ)ที่ทำให้เชื่อในความรักของพวกเขาได้แต่เคมีทั้งคู่ดีมาก เป็นหนังบันเทิงที่ครบรสทั้งบู๊ ตลก โรแมนติคที่ทั้งหมดผสมกันออกมาลงตัวเหลือเกิน
 
 
Get Him to the Greek(2010,Nicholas Stoller,USA) B+
ภาคแยกจาก Forgetting Sarah Marshall ที่นอกจากจะไม่มีซาราห์ มาร์แซลแล้วยังละทิ้งความโรแมนติคและดราม่าไปด้วย แล้วทำตัวเป็นหนังตลกบ้าๆบวมๆเต็มคราบ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันก็ตลกจริงๆเสียด้วย มันน่าจะเป็นหนังของจัดด์ อพาโทวที่ตลกอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ แม้ด้วยความที่มันตัดความดราม่าให้เหลือเพียงน้อยนิดทำให้มันไม่จบได้อย่างอบอุ่นน่าประทับใจตามสไตล์หนังที่มีชื่อจัดด์ อพาโทวเป็นเครื่องมือการค้าแบบเรื่องอื่นๆก็ตามที
 
 
A Chinese Ghost Story II โปเยโปโลเย ภาค 2(1990,Siu-Tung Ching,Hong Kong) A-
เหมือนหนังภาคต่อเกือบทุกเรื่องบนโลกใบนี้นั้นล่ะ คือ ทุกอย่างเยอะขึ้น ทั้งฉากแอคชั่นที่ใส่กันมาเต็มที่แบบแทบไม่ให้พักเลย ผีก็ยักษ์ใหญ่ขึ้น มุขตลกก็เยอะขึ้น นักแสดงหลักก็มากขึ้น พยายามโรแมนติคจนเกือบเลี่ยน ขนาดเลสลี่ จางและหวังจู่เสียนจากที่ดูดีมากๆอยู่แล้วก็ยิ่งดูดีขึ้นไปใหญ่เลย แม้ความเยอะของมันก็ยังคงคงทำให้ตัวหนังที่สนุกมากเหมือนเมื่อภาคที่แล้วแต่ขาดการผสมผสานที่เข้ากันอย่างกลมกล่อมลงตัวแบบภาคแรก ทำให้ชอบมันน้อยกว่าภาคแรกนิดนึง
 
 
Evil Dead II(1987,Sam Raimi,USA) A
สารภาพตามตรงว่าเคยดูภาค 1 และ 3 แล้วเกิดอาการเฉยๆกับทั้งคู่ แต่ภาคนี้เป็นอะไรที่ชอบมาก มันเกริ่นเรื่องเพียงแค่ 3 นาที หลังจากนั้นแซม ไรมี่ก็ประดังประเดความหฤหรรษ์หรรษาแห่งความเพี้ยนพิลึก บ้าบอคอแตก ชวนหัวชวนฮา ความอุบาท ที่ตีกระหน่ำอย่างไม่ยั้งมือตลอดเรื่องได้อย่างบ้าคลั่ง ฮาแตก และกระตุกขวัญเบาๆได้อย่างร้ายกาจ
 
 
Open Range(2003,Kevin Costner,USA) A-
ระหว่างดูหนังเรื่องนี้มันทำให้ระลึกถึง True Grit ของพี่น้องโคเฮนมากๆ เพราะหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ถวิลหาอดีตแต่ชอบเรื่องนี้มากกว่า True Grit เพราะชอบความโอลด์แฟชั่นแบบหนังคาวบอยยุคเก่าของมันมากๆ มันดูแมนมาก แต่ก็แฝงความอบอุ่นจับใจ คือมันเป็นหนังที่มองเรื่องราวในอดีตเป็นเรื่องชวนฝันสุดโรแมนติคเอามากๆ แบบทุกคนได้เดินทางท่องโลกกว้างทุ่งหญ้าสวยงาม ทุกคนเคารพซึ่งกันและกัน เป็นคนจริง ทุกคนพร้อมสู้เพื่อความยุติธรรม อะไรประมาณนี้ แต่มันก็ไม่ลืมฉากแอคชั่นที่หนังคาวบอยควรจะมี ซึ่งมันก็ดูดิบและจริงจนน่าจนลุกทีเดียว
 
 
Buried(2010,Rodrigo Cortés,Spain/USA/France) A+
ขอคารวะทั้งคนเขียนบท ผู้กำกับ และไรอัน เรย์โนลด์ ที่สามารถทำให้หนังที่ตลอด 90 นาทีมีตัวละครอยู่ตัวเดียวและทั้งเรื่องเกิดขึ้นในโลงศพเล็กๆและมีโทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือ กลับตรึงให้อยู่กับเรื่องราวด้วยความน่าติดตาม ชวนอืดอัดกดดัน รู้สึกเอาใจช่วยจนสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึกว่าตัวละครจะสามารถหลุดรอดไปจากโลงศพนี่ได้หรือไม่ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ แถมจุดดราม่าที่ไม่เร้าอารมณ์และฟูมฟายแม้แต่น้อยก็โครตสะเทือนอารมณ์เลย ถ้านั้นยังไม่พอมันยังนำการวิพากษ์อเมริการ่วมสมัยอันแสบสันต์มาผูกกับชะตากรรมตัวละครได้อย่างเจ็บปวดรวดร้าวจนไม่น่าแปลกใจที่เหตุใดหลายคนถึงรับตอบจบของหนังเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะมันทรมานจิตใจกันเกินรับจริงๆ
 
 
‎20th Century Boys 2: The Last Hope(2009,Yukihiko Tsutsumi,Japan) B
ภาคแรกดูตั้งแต่สามปีที่แล้ว ไม่เข้าใจทำไมถึงเพิ่งคิดดูภาคสองเอาป่านนี้ ภาคนี้ยังคงติดปัญหาเดียวกับภาคแรก คือ พยายามคงเหตุการณ์ตามมังงะ หลายเหตุการณ์ดูใส่มาเพื่อให้มีโดยไร้ความจำเป็นและหลายครั้งก็ดูโดดๆไม่ได้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด แต่โดยรวมๆก็ดูดีขึ้นจากภาคแรกแต่ก็แอบรู้สึกว่าภาคหนึ่งสนุกกว่า
 
 
 
 
The Legend Is Born: Ip Man(2010,Herman Yau,Hong Kong) B+
 ชีวิตของอาจารย์ยิปมันในวัยหนุ่มตอนต้นก่อนจะเป็นยิปมันเวอร์ชั่นดอนนี่ เยนทั้งสองภาคที่วิบากชีวิตหนักไม่ต่างกัน แน่นอนว่ามันไม่มีทางมันส์เท่ายิปมันทั้งสองภาคของดอนนี่ เยนอยู่แล้ว หนังขาดฉากแอคชั่นเอาตายที่สร้างความน่าตื่นเต้นและตื่นตา การใส่ฉากดราม่าก็ลงตัวและสะเทือนอารมณ์ได้ดีเท่าใดนัก เพียงแต่ถ้ามองว่ามันเป็นแค่หนังศิลปะป้องกันเรื่องนึงก็ต้องบอกว่ามันสนุกใช้ได้ทีเดียว โปรดัคชั่นก็ดูดี นางเอกก็น่ารัก แถมคนที่เล่นเป็นยิปมันเรื่องนี้ก็หน้าเหมือนดอนนี่ เยนจนน่าแปลกใจทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเห็นเขาในยิปมันของดอนนี่ เยนก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาหน้าตาเหมือนกันตรงไหน
 
 
Antique(2008,Kyu-Dong Min,South Korea) B+
เข้าใจว่ามันดัดแปลงจากมังงะของญี่ปุ่น มันเลยมีวิธีการเล่าเรื่องที่รวดเร็ววายป่วง มีความเป็นคอมเมดี้บ้าๆบอๆ เพ้อฝันๆหน่อยๆ ตัวละครมีสีสันน่ารักๆชวนหลงใหล แต่ก็เคลือบแฝงไปด้วยการสำรวจเพศสภาพเพศชายผ่านการมีความรักของตัวละครอย่างจริงจังได้แนบเนียนกลมกลืนไปกับเรื่อง แต่ถึงแม้หนังจะมุ่งเน้นไปที่การสำรวจเพศชายแต่หนังก็ดุเหมือนน่าจะสร้างขึ้นมาตอบสนองเพศหญิงเป็นหลักเสียมากกว่า
 
 
 
 
The Tree of Life(2011,Terrence Malick,USA) A+
ดูจบแล้วแบบรู้สึกตื้นตันออกมาจากโรงเลยทีเดียว ความจริงหนังเป็นเรื่องง่ายๆเกี่ยวกับปมวัยเยาว์และความเจ็บปวดจากการสูญเสียซึ่งในส่วนนี้หนังทำได้จับใจมาก ก่อนที่หนังจะโยงเข้าหาต้นกำเนิดโลกที่กลมกลืนไปกับเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวจนพาดพิงไปถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทำให้ตัวหนังอลังการทางความรู้สึกมากๆ การมีชีวิตของมนุษย์ในหนังเรื่องนี้ก็ทั้งงดงามและแสนเศร้า ความจริงหนัง  ค่อนข้างเต็มไปด้วยจริตแอคอาร์ตมากมายตามสไตล์ผู้กำกับแต่ก็รู้สึกว่ามันเล่าความสัมพันธ์ของครอบครัวได้ดูจริงดี ชอบตัวละครพ่อและลูกชายคนโตมากๆรู้สึกว่าทั้งคู่เป็นตัวละครที่คุกคามและมีพลังการทำลายล้างอยู่สูงทั้งคู่ที่สามารถเปรียบเปรยถึงโลกที่เหม...ือนกำลังเดินไปสู่จุดจบที่เกิดก็เพราะการทำลายของมนุษย์ที่มีต่อมนุษย์ด้วยกันเองและธรรมชาติ จนฉากสุดท้ายที่เป็นเรื่องของศาสนาและพระเจ้าอย่างหนักหน่วงราวกับว่าเทอร์เรนซ์ มาลิครู้สึกว่าโลกใบนี้คงไม่มีทางเยียวยาได้อีกแล้ว คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นแหล่ะที่เยียวยาโลกและมนุษย์ได้ ซึ่งส่วนนี้หลายคนดูจะไม่ชอบมันและก็รู้สึกว่าช่วงท้ายหนังมันดรอปลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ในห้วงคำนึงของผู้กำกับจริงๆเพราะตัวหนังทั้งเรื่องมันเหมือนสร้างขึ้นจากจิตใต้สำนึกของผู้กำกับมากกว่าจะคิดค้นขึ้นมาด้วยสมองจนหนังออกมาสุดโต่งและสุดทางเช่นนี้ จนทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังที่สร้างเต้นตื่นมากที่สุดในปีนี้ไปในบัดดล เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่รู้สึกเวลาดูหนังพี่เจ้ยเลย มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษสุดตราตรึงเกินบรรยายที่นานทีจะมีหน
 
 
ลุมพินี(2554,ชิระ วิชัยสุทธิกุล) A-
สารคดีนักมวยเด็ก ณ ค่ายมวยแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง มันก็มีวิธีการไม่ต่างจากสารคดีถ้วนทั่วไปและทำให้เห็นชีวิตหลากหลายแง่มุมของเหล่านักมวยเด็กนี้ดี น่าจะทำให้คนที่มองมวยเด็กในแง่ลบด้านเดียวเพราะคำว่าศิลธรรมจรรยาได้ปรับเปลี่ยนมุมมองให้หลายหลากและแง่บวกมากขึ้น นอกจากนี้มันน่าจะเป็นหนังที่ทำให้เลือดของคนที่มีความฝันพุ่งพล่านได้มิใช่น้อย แม้หนังจะแสดงให้เห็นว่าเส้นทางแห่งความฝันไม่เคยโรยไปด้วยดอกกุหลาบแต่ก็น่าจะเป็นสร้างสรรค์กำลังใจและเป็นบทเรียนที่ดี และน่าดีใจที่หนังเรื่องนี้เป็นสารคดีอีกเรื่องที่ทำให้ได้เห็นชีวิตของบรรดาคนชายขอบของสังคมบ้าง เพราะอย่างที่รู้กันว่าคนชายขอบมีบทบาทในหนังไทยน้อยเหลือเกิน
 
 
Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 2(2011,David Yates,UK/USA) B
ธรรมดาก็ไม่ได้อินกับพ่อมดน้อยอะไรอยู่แล้ว มีแค่ภาค 3 และ 6 ที่พูดได้ว่าชอบ นอกนั้นเฉยๆมีภาค 5 กับ 7.1 ที่ถึงขั้นเกลียดกันเลยทีเดียว ซึ่งพอมาภาคจบเลยออกอาการเฉยๆมากกว่าจะประทับใจแบบบรรดาแฟนคลับ สิ่งที่เป็นปัญหาส่วนตัวมากๆสำหรับภาคนี้คือ หนังมันขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์มากเกินไปซึ่งการดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้มันช่างไร้ความน่าตื่นเต้นและน่าติดตามเป็นที่สุด โดยหนังลืมใส่ใจการให้รายละเอียดตัวละครอย่างน่าเกลียดจนไม่รู้สึกมีอารมณ์ไปกับตัวละครสักตัวเลยสักนิด เลยแบบอย่างฉากเนวิล พูดสร้างอารมณ์หึกเหิมยังรู้สึกว่ามันกึ๋ยและประดักประเดิดสิ้นดี ยกเว้นตัวละครสเนปที่สะเทือนอารมณ์สุดขีด(ถ้าหนังเปลี่ยนชื่อจากแฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นเซเวอรัส สเนปกับเครื่องรางยมทูตจะรักหนังเรื่องนี้ไปเลยพูดจริงๆ) ขณะที่ฉากแอคชั่นที่หลายคนบอกว่ามันสุดตื่นเต้นและยิ่งใหญ่อลังการราวกับ The Lord of the Rings ก็รู้สึกว่ามันเป็นคำพูดเกินจริงไปหน่อยออกจะรู้สึกว่ามันเป็นฉากแอคชั่นที่จืดๆไปสักหน่อยด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังไม่ชอบฉาก 19 ปีต่อมาด้วยรู้สึกว่ามันเยิ่นเเย้อเกินจำเป็น อยากให้มันจบตอนที่แฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนี่ยืนจับมือกันมองแสงอาทิตย์ท่ามกลางซากปรักหักพังมากกว่าแบบรู้สึกว่ามันเป็นฉากที่โรแมนติคดี(แม้จะแอบคิดทะลึ่งเล็กน้อยว่าพอตกดึกแล้วพวกเขาจะไป Threesome กัน ฮ่าๆ) กล่าวอย่างสั้นๆคือ การที่ไม่อินกับหนังชุดนี้อยู่แล้วจึงไม่ค่อยสนุกกับหนังภาคนี้เท่าที่ควร แต่มันก็ไม่ถึงกับน่าเบื่ออย่างที่รู้สึกกับภาคที่แล้ว และที่สำคัญที่ทำให้ชอบภาคนี้มากกว่าที่ควรจะเป็นคือ การที่หนังเผยรายละเอียดชีวิตของสเนปซึ่งเป็นอะไรที่จับใจ สะเทือนความรู้สึกและรวดร้าวมาก จนอยากจะยกตำแหน่งพระเอกตัวจริงของหนังชุดนี้ให้สเนป แทนที่แฮร์รี่ไปเลย
 
 
The Lost Bladesman(2011,Felix Chong/Alan Mak,China/Hong Kong) B
ความจริงการดัดแปลงสามก๊กมันน่าจะเป็นอะไรที่เข้าทางสำหรับผู้กำกับทั้งสองในฐานะที่ทั้งคู่เคยร่วมกันเขียนบทหนังเฉือนคมดีๆแบบ Infernal Affairs ให้ได้เฉือนคมเฉือนเหลี่ยมกันอีกครั้ง แต่หนังก็ดูกั๊กๆไม่รู้จะเน้นการดำเสนอเรื่องราวให้เข้มข้นน่าติดตามหรือพาตัวไปเป็นหนังบู๊สไตล์ดอนนี่ เยนดี ทำให้หนังออกมาครึ่งๆกลางๆจะเข้มข้นก็ไปไม่ถึง จะมันส์ก็ไม่มันส์ ซึ่งคงเพราะเป็นการทำหนังแนวที่ไม่ถนัดงานจึงออกมาไม่อยู่มือจนหนังไม่สนุกอย่างที่ควรจะเป็นไปอย่างน่าเสียดาย จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผลงานต่อไปของพวกเขาทั้งคู่เป็นการกลับไปทำหนังแนวถนัดอย่าง Overheard ภาค 2 ซึ่งภาคแรกเป็นหนังที่ชอบมันอยู่พอสมควรทีเดียว
 
 
Hello Ghost(2010,Young-Tak Kim,South Korea) A-
เรื่องราววายป่วงของหนุ่มกำพร้าที่พยายามฆ่าตัวตายจนหยุดหายใจไป 1 นาทีก่อนที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนสื่อสารกับผีได้ มันเป็นหังตลกที่ตลกใช้ได้ทีเดียว แต่พอช่วงคลี่คลายก็เมโลดราม่ากันสุดฤทธิ์ซึ่งหนังก็ทำได้ซาบซึ้งและประทับใจมาก เรียกได้ว่าเป็นหนังสูตรสำเร็จสไตล์กิมจิที่ทำได้ลงตัวและน่าประทับใจเป็นอย่างมาก เป็นหนังที่เหมาะมากสำหรับคนที่รู้สึกหงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายไรคนข้างกายและท้อแท้กับชีวิต เพราะมันเป็นหนังที่พูดถึงการมีความสุขในชีวิตแบบง่ายๆได้อบอุ่นกรุ่นหัวใจทีเดียวแหล่ะ
ปล. ในยูทูปมีหนังฉบับเต็มพร้อมซับไทยให้ดูด้วยน่ะเออ
 
 
สาระแนเห็นผี(2553,นฤบดี เวชกรรม) B
ในส่วนของการเป็นหนังผีหนังทำได้ไม่ขี้เหร่เลย ชอบความเป็นหนังผีบ้านๆไทยๆที่หนังไทยสมัยนี้ไม่ค่อยทำกัน แต่ส่วนการเป็นหนังตลกหนังยังคงสอบตกเหมือนหนังตระกูลสาระแนที่ผ่านมาทั้งปวง มันเพียบพร้อมไปด้วยความล้น เยอะ และฝืด มันจงใจปล่อยมุขมากเกินจนไม่เป็นธรรมชาติเอาซะเลย ในแบบที่แม้แต่เหล่าบรรดาตลกรับเชิญก็ไม่สามารถกู้หน้าความฝืดของพี่เปิ้ลและพี่หอยได้เลยแม้แต่นิดเดียว จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่หนังดูจะหมกหมุ่นกับการทำตัวเป็นหนังตลกสไตล์สาระแนมากไปหน่อย(ซึ่งตลกสไตล์สาระแนเป็นอะไรที่ไม่เคยตลกเลยจริงๆ)จนหนังไม่สนุกอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่การดำเนินเรื่องก็ถือเป็นหนังเรื่องแรกในตระกูลสาระแนที่ไม่น่าเบื่อแถมทั้งมาริโอและพี่อั้มก็ช่วยให้ตัวหนังมีชีวิตชีวาและไม่แห้งแล้งทางอารมณ์ไปซะทีเดียว
 
 
‎20th Century Boys 3: Redemption(2009,Yukihiko Tsutsumi,Japan) B+
เป็นการปิดฉากที่ดี มันเป็นภาคสุดท้ายแล้วยังเป็นภาคที่สนุกที่สุดด้วย ตอบจบจุดคลี่คลายตัวละครของหนังในช่วงหลัง End Credit ก็ทำออกมาได้สวยและน่าประทับใจทีเดียว(ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยดูหนังที่มีฉากห้อยท้ายหลัง End Credit ที่ยาวได้โล่ห์ขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ)
 
 
Room in Rome(2010,Julio Medem,Spain) B+
หนังว่าด้วยความสัมพันธ์ของสาวสเปนและสาวรัสเซียที่เพิ่งพบกัน 99% ของหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในห้องของโรงแรมแห่งหนึ่ง ณ กรุงโรมซึ่งถือเป็นสิ่งแปลกตาเพราะธรรมดาถ้าหนังที่ไม่ใช่หนังอิตาลีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในกรุงโรมมันมักจะทำตัวเป็นหนังนำเที่ยวสถาปัตยกรรมอันแสนงดงามของกรุงโรมทุกเรื่องไป ในส่วนของตัวหนังเอง หนังมีการกำกับภาพที่สวย นักแสดงหน้าตารูปร่างชวนมองโดยเฉพาะสาวรัสเซีย บางซีนก็ดูโรแมนติคมากๆ เป็นหนังอีโรติคที่ดูได้เพลินตาเจริญใจ
 
 
‎13(2010,Géla Babluani,USA) B
การที่ผู้กำกับหนังต้นฉบับมาทำการรีเมคหนังตนเองแล้วผลที่ออกมาคือ ไม่มีอะไรใหม่ ทุกสิ่งอย่างพยายามจะเยอะกว่าต้นฉบับแต่มันกลับสนุกน้อยกว่า ประเด็นที่สอดใส่แอบแฝงไว้ในต้นฉบับก็ถูกถอดออกไปอย่างไม่ใยดี จากหนังเข่าขวัญชั้นดีกลายเป็นหนังตื่นเต้นดาดๆที่ไม่ได้มีความตื่นเต้นเลยด้วยซ้ำ มันก็เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังจนเกิดคำถามว่าเขาจะมารีเมคเองให้เสียชื่อทำไมกัน
 
 
Twin Dragons(1992,Ringo Lam/Hark Tsui,Hong Kong) B+ มีงานโชว์สตั๊นท์เยี่ยมๆ ลงทุนในการทำลายข้าวของประกอบฉาก เต็มไปด้วยความชุลมุนอลหม่าน ชวนหัวชวนฮาเป็นอย่างยิ่ง แล้วยังจะขออะไรไปมากกว่านี้อีกล่ะจากการดูหนังของเฉินหลง
 
 
Raise the Red Lantern(1991,Yimou Zhang,China/Hong Kong/Taiwan) A
ต้นฉบับมงกุฏดอกส้ม มันสามารถเป็นหนังดราม่าน้ำเน่าชวนยี้ได้ทุกที แต่ด้วยชั้นเชิงการกำกับและการแสดงที่ยกระดับตัวหนังไปไกลเกินกว่าหนังดราม่าดาดๆทั่วไป นอกจากนั้นมันยังเต็มไปด้วยประเด็นทางการเมืองและสภาพสังคมชวนขบคิดเพราะแม้หนังจะเล่าเรื่องในยุคก่อนปฏิวัติในประเทศจีนแต่ขณะดูก็รู้สึกว่าผู้กำกับมีท่าทีวิพากษ์ประเทศจีนร่วมสมัยอยู่ในที และด้วยการกำกับ ภาพ แสง สี การแสดงและประเด็นของหนังก็ยิ่งช่วยกันส่งเสริมให้ตัวหนังทรงพลังอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ตอนจบอันกลวงเปล่าที่สุดแสนแสบและเจ็บปวดเหลือเกิน
Super 8(2011,J.J. Abrams,USA) A+
     มันคือการคารวะต่อหนังยุค 80 และสตีเว่น สปีลเบิร์กผ่านความทรงจำวัยเด็กอันงดงามที่น่าประทับใจเสียเหลือเกิน หนังไม่มีอะไรเลยนอกจากแกงค์เด็กเจอเรื่องประหลาดและทำให้พวกเขาได้รู้จักมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ความรักครั้งแรก การแก้ไขความผิดพลาดและความไม่เข้าใจของพ่อและลูก การปล่อยวางอดีต ที่ความเชยโชยมาแต่ไกลเลย หนังเหมือน E.T.ผสม The Goonies เอามากๆ ง่ายคือมันดำเนินเรื่องแบบหนังเด็กๆผจญภัยแบบนี้ของของยุค 80 นั้นเอง ซึ่งเป็นอะไรที่ตรางตรึงมากๆ หนังไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเลยแต่หลายฉากอารมณ์เล่นเอาน้ำตาร่วงไปหลายหยดเลย นี่คือการบูชาผู้กำกับอันเป็นที่รักและสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายแหล่ที่เคยสร้างความน่าตื่นตาและตื่นเต้นแก่วัยเด็กอย่างแท้จริง และด้วยความที่เป็นแฟนสปีลเบิร์กแต่เด็กทั้งผลงานที่เขากำกับเองและอำนวยการสร้าง(ตอนนี้เฉยๆกับเขาไปแล้ว) หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่สร้างความถวิลหาถึงการดูหนังในวัยเด็กที่งดงามเหลือเกิน พูดก้พูดเหอะว่าหนังบล๊อกบัสเตอร์สมัยนี้ไม่มีหนังเรื่องไหนที่นอกจากจะดูสนุกแล้วยังซาบซึ้งน่าประทับใจแบบที่เคยเกิดขึ้นแบบตอนดูหนังอย่าง E.T. หรือ Back to the Future อีกแล้ว แต่เรื่องนี้ทำได้ หนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดแห่งปีอย่างไม่ต้องสงสัย
 
 
C'est la vie, mon chéri ปู้เหลี่ยวฉิง รักนี้มีเธอคนเดียว(1994,Tung-Shing Yee,Hong Kong) A+
     น้ำตาท่วมจอ เป็นหนังรักสะเทือนอารมณ์ที่หนักมาก หนักเกินไปด้วยซ้ำ รู้ทั้งรู้ว่าตอนจบจะเป็นยังไงแต่ก็มิวายรู้สึกว่าหนังมันใจร้ายมากอยู่ดี นางเอกแบบว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่รักเธอก็บ้าแล้ว แสนซน จอมแก่นขโมยหัวใจไปอย่างง่ายได้ ความรักที่ค่อยๆก่อตัวในเรื่องก็แบบน่ารักและโรแมนติคมาก ตอนจบเลยแบบใจสลายไม่เหลือดี มันทำให้เหล่าหนังที่สร้างจากนิโคลัส สปาร์คดูเด็กๆไปเลยเรื่องหารเรียกน้ำตา ขนาดที่กำลังเขียนอยู่นี่แล้วเปิด MV.เพลงประกอบในคลิปนี้ยังน้ำตาคลอเบ้าเลย พูดจริงๆหนังมันหนักเกินไป ไม่เคยรู้สึกใจสลายหลังดูจบหนังแบบนี้มานานมากแล้ว
 
 
Laundry(2002,Junichi Mori,Japan) B+
     โรแมนติคดราม่าของหนุ่มผู้มีปัญหาทางสมองและหญิงสาวผู้มีบาดแผลจากรักครั้งก่อน หนังมาพร้อมการเล่าเรื่องด้วยสไตล์หนังญี่ปุ่นอันคุ้นชิน ตัวละครอันแปลกแยก พูดน้อยและมีพฤติกรรมแปลกๆ บรรยากาศอันแสนเย็นชาแต่แฝงไปด้วยความละมุนละไม จังหวะการเล่าเรื่องอันเอื่อยเชื่อยเรียบนิ่ง ซึ่งหนังก็ไม่ได้สร้างความโดดเด่นให้หลุดพ้นร่มเงาของหนังญี่ปุ่นโดยทั่วไปได้แต่อย่างใด แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายฉากหนังทำได้น่ารัก ซาบซึ้ง และโรแมนติคมากทีเดียว
 
 
Drunken Master(1978,Woo-ping Yuen,Hong Kong) A-
     เคอะเขินเล็กน้อยถึงเพิ่งจะได้ดู ไอ้หนุ่มหมัดเมา เอาป่านนี้ ทั้งที่ชื่นชอบในตัวเฉินหลงมากทีเดียว(เคยดูแต่หนังของเขาตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา) หนังมีความเป็นหนังเฉินหลงกันแบบครบถ้วน(ก็มันเป็นหนังต้นแบบนี่น่า)และลงตัว ทั้งฉากขายศิลปะการต่อสู้ที่ยังคงสนุกอยู่แม้การดูในปัจจุบันจะเห็นการถ่ายทำที่ทำให้ท่วงท่าดูช้าพอสมควรเมื่อเทียบกับหนังในปัจจุบันแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่หลวงแต่ใด มุขตลกก็ฮาและไหลลื่นเข้ากับตัวหนังได้อย่างดีทีเดียว ถ้าจะมีอะไรที่ดูผิดแผกจากหนังเฮินหลงไปบ้างก็คือ มันเป็นหนังที่ไม่งานสตั๊นท์เสี่ยงที่เฉินหลงถนัดในกาลต่อมา และไม่เคยเห็นหนังเรื่องไหนของเฉินหลงในยุคต่อมาที่เขาใช้พละกำลังและร่างกายมากมายขนาดนี้มาก่อน
 
 
The Lovers on the Bridge(1991,Leos Carax,France) B+
     เป็นหนังโรแมนติคที่ดูแปลกมากทีเดียว นอกจากที่มันเป็นเรื่องรักของโฮมเลสแล้ว มันยังมีวิธีการนำเสนอที่เรียบนิ่งตามสไตล์หนังฝรั่งเศสผสมเข้ากับความหวือหวาฉาบฉวยขายสไตล์ทางภาพได้อย่างวิจิตรน่าตื่นตาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฉากฉลองวันชาติฝรั่งเศส(มั้ง)ที่ขายงานสร้างสรรค์ทางด้านภาพอย่างเต็มที่เพื่อสร้างโมงยามแห่งความสุขเล็กๆสั้นๆแก่ตัวละคร ความจริงมันเป็นหนังดราม่าจริงจังมากกว่าจะเป็นหนังโรแมนติคที่คุ้นชิน แต่ฉากจบอันแสนธรรมดาของมันกลับดูโรแมนติคชวนฝันได้น่าประทับใจเสียเหลือเกิน เป็นหนังที่ให้กำลังใจชีวิตได้เป็นอย่างดีว่า ในความืดมิดก็ยังคงมีแสงสว่างอยู่ข้างหน้าเสมอ แม้จะแอบตะขิดตะขวงใจกับพฤติกรรมของพระเอกเล็กน้อยที่มักชอบกีดขวางความสุขความเจริญฝ่ายหญิงเพื่อให้ฝ่ายเป็นของตนอยู่ตลอดเวลาว่า มันจะทำให้ทั้งคู่มีความสุขในบั้นปลายจริงหรือไม่ ก็ตามที
 
 
The Namesake(2006,Mira Nair,India/USA) B+
     การใช้ชีวิตของครอบครัวชาวอินเดียที่อาศัยในอเมริกา หนังอาจมีจุดอ่อนตรงที่ไม่ได้แสดงวิถีชีวิต ความรู้สึกเป็นคนนอกของตัวละครได้ละเอียดเท่าที่ควร ทำให้หนังขาดความลึกซึ้งไป แต่ข้อดีคือมันทำให้หนังดูไม่หนักเกินไป เป็นดราม่าที่ดูได้เพลินๆทีเดีย
 
 
Drunken Master 2(1994,Chia-Liang Liu,Hong Kong) A
     สนุกกว่า ฮากว่า มันส์กว่าภาคแรกมากทีเดียว จากหนังประลองยุทธ์แบบหนังชอว์ บราเธอร์และบรู๊ซ ลีในภาคแรก กลายเป็นหนังที่ให้ตัวละครต้องตกอยู่ในสถานการณ์จับพลัดจนต้องออกโรงโชว์ฝีมือตามสูตรหนังเฉินหลงเป๊ะ และมันเป็นหนังที่สร้างอยู่ในช่วงเฉินหลงกำลังท๊อปฟอร์มเสียด้วยสิ มันจึงเป็นสุดยอดแห่งความบันเทิงจริงๆ
 
 
Mon oncle(1958,Jaques Tati,France/Italy) A-
     เข้าใจว่าฌาคส์ ตาติคงเป็นแรงบันดาลใจต่อตัวละคร Mr.Bean อย่างสูงทีเดียว ทั้งการไม่ค่อยเจรจาพาที มีความซื่อและมักอยู่ในสถานการณ์วายป่วงเสมอๆ และด้วยการเป็นต้นแบบของมันทำให้การดูมันในปัจจุบันดูจะหย่อนความตลกไปสักนิดเพราะหลายมุขถูกใช้ไปจนเฝือโดยคนรุ่นหลังหมดแล้ว กระนั้นก็ตามหลายมุขของมันก็ยังฮาโครตๆอยู่ดี ผละจากความตลกสนุกสนานของมันที่มีอยู่ค่อนข้างสูงแล้ว การที่หนังดูจะจิกกัด พฤติกรรมชีวิตอันทันสมัยก็ทำให้หนังมันร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด พูดจริงๆว่าการดูมันในตอนนี้ยิ่งทำให้ประเด็นหนังมันแข็งแรงกว่าตอนที่หนังออกฉายเสียด้วยซ้ำ เพราะนี่มันคือหนังที่ตบหน้าการแสวงหาความสุขในโลกทุนนิยมทั้งที่ในขณะที่มันสร้างไม่รู้ว่ามันมีคำว่า ทุนนิยม หรือยัง(ถ้ามีก็คงไม่ใช่คำฮิตติดหูแบบทุกวันนี้) ซึ่งจะรู้สึกได้ตลอดเรื่องเลยว่าเวลาที่หนังเล่าเรื่องของครอบครัวทุนนิยมสมัยใหม่นั้นหนังจะแลดูแห้งแล้งแต่พอเล่าเรื่องของเหล่าชนชั้นล่างหนังกลับมีชีวิตชีวาซะเหลือเกิน ดูจบก็เข้าใจเลยว่า ทำไมฌาคส์ ตาติถึงถูกยกย่องมากมายนัก เพราะหนังของเขาเป็นมากกว่าหนังตลกจริงๆ
 
 
Kinsey(2004,Bill Condon,USA/Germany) B+
     ชีวประวัติศาสตราจารย์ผู้วิจัยเรื่องเพศในยุคที่เรื่องเพศยังเป็นเรื่องต้องห้าม ชอบชั่วโมงแรกของหนังที่มันเป็นหนังที่สอนเรื่องเพศศึกษาได้อย่างแยบยลและสนุกสนานจนน่าจะให้วิชาสุขศึกษาทุกโรงเรียนนำไปฉายประกอบการเรียนได้เลยทีเดียว แต่พอชั่วโมงหลังหนังหันไปเล่าวิบากกรรมในการทำวิจัยอันเป็นที่ต่อต้านของสังคมก็ทำให้หนังขาดความน่าสนใจและความสนุกไปอย่างน่าเสียดาย
 
 
Connected(2008,Benny Chan,China/Hong Kong) A-
     Cellular เวอร์ชั่นรีเมคที่ดัดแปลงจากหนังตื่นเต้นกดดันเล่นกับความลุ้นระทึกกลายเป็นหนังแอคชั่นพะยี่ห้อเบนนี่ ชานแบบที่เหมือนว่าเขาจะรู้ตัวดีว่าการทำหนังตามสไตล์ตนเองจะเหมาะกว่าตั้งหน้าตั้งตาทำตามต้นฉบับ ผลที่ออกมาจึงกลายเป็นหนังสไตล์เบนนี่ ชานที่ดูสนุก มันส์ และเร้าใจทีเดียว ในขณะปมด้านดราม่าแม้จะดูจับยัดสักหน่อยแต่ด้วยการกำกับที่แม่นยำขึ้นในช่วงหลังๆทำให้มันออกมาได้น่าประทับใจทีเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูจะเหนือกว่าต้นฉบับพอสมควร อีกอย่างที่เหนือกว่าคือความเว่อร์ที่ต้นฉบับก็เว่อร์มากอยู่แล้ว เจอเวอร์ชั่นนี้ไปอาจมีชิดซ้ายได้เลยทีเดียว เป็นหนังที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครจะเก่งกาจในการจัดการหนังแอคชั่นของฮ่องกงได้ดีกว่าเบนนี่ ชานอีกแล้ว และชอบเขาทำหนังแบบนี้มากกว่างานเอพิคแบบ เส้าหลิน สองใหญ่
 
 
Legend of the Fist: The Return of Chen Zhen(2010,Wai-keung Lau,Hong Kong/China) B
     จุดบอดของหนังเรื่องนี้คือการทำตัวเป็นภาคต่อ Fist of Fury ของบรู๊ซ ลี แต่ดันไปลดความดุดันแข็งกร้าวไม่แคร์ใครของตัวละครเฉินเจินจนเมื่อนำไปเทียบกับต้นฉบับแล้วภาคต่อเรื่องนี้ตัวละครเฉินเจินของดอนนี่ เยนจึงดูหน่อมแน้มราวกับเป็นคนละตัวละคร นอกจากนี้การที่หนังตั้งท่าเป็นหนังภาคต่อยังส่งผลต่อการเล่าเรื่องเป็นอย่างมากเพราะหนังตั้งท่าจะทำตัวเป็นหนังแอคชั่นฮีโร่ซึ่งหนังทำได้ดีในส่วนนี้แต่หนังกลับพะว้าพะวงไม่กล้าเป็นหนังแอคชั่นฮีโร่ให้สุดทางเพราะมันจะหลุดจากหนังต้นฉบับไปไกลเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างแรง จนเกิดความคิดว่า ถ้าหนังดำเนินเรื่องโดยไม่สร้างความข้องเกี่ยวกับหนัง...ของบรู๊ซ ลีแล้วมุ่งหน้าสู่ความเป็นหนังแอคชั่นฮีโร่เต็มสูบก็น่าจะทำให้หนังดูสนุกและไม่รกรุงรังเกินจำเป็นอย่างที่เห็นก็เป็นได้ แถมว่ากันจริงๆหนังเรื่องนี้ดูยังไงก้ไม่ได้มีความใกล้เคียงอะไรแต่อย่างใดกับ Fist of Fury อยู่แล้ว
 
 
Green Lantern(2011,Martin Campbell,USA) B
     ชอบการนำเสนอที่ทำออกมาดูเป็นการ์ตูนจัดๆของมันมากๆ อารมณ์หนังมันประมาณเดียวกับ Thor เลย เพียงแต่ตัวบทมันไม่สนุกเท่า ตัวละครก็ไม่มีเสน่ห์เหมือนมันใช้ประโยชน์จากไรอัน เรย์โนลด์ไม่เต็มที่ ส่วนตัวละครรายรอบก็ไม่ส่งเสริมสักเท่าไหร่แม้เบลค ไลฟ์ลี่หรือเอสแห่ง Gossip Girl จะใช้ความน่ารักเข้าช่วยแล้วก็ตามที(ขนาดการย้อมสีผมทำให้ความดูดีของเธอลดลงแล้วแต่เธอก็ยังน่าหลงใหลอยู่ดีแหล่ะ) ความดราม่าที่ใส่เข้ามาก็ดูประดักประเดิดและไม่ค่อยเข้ากับหนังเท่าที่ควร อารมณ์ขันก็ทำงานน้อยไปหน่อย กล่าวอย่างสั้นๆ มันก็คีอ Thor ที่ไม่ค่อยจะลงตัวกลมกลืนและสนุกน้อยกว่า เป็นแค่หนังที่ดูได้เพลินๆ
 
 
 
‎3-D Sex and Zen: Extreme Ecstasy(2011,Christopher Sun Lap Key,Hong Kong) B+
     ไม่เคยดู 2 ภาคแรกเลยทั้งที่ที่บ้านก็มีแผ่นน่ะ แต่เท่าที่ดูจากภาคนี้มันก็เป็นหนังอีโรติคซอฟท์คอร์เสื่อมๆต่ำๆที่เน้นความพิลึกพิลั่นพิศดารทั้งท่วงทาและปะติมากรรมต่างๆที่ล้วนดูสร้างสรรค์แบบทรามๆทะลึ่งๆเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เนื้อเรื่องก็เซอร์เรียลแบบไม่ควรเอาเหตุผลกลใดมาอ้างอิงให้เสียจริต แถมตอนจบยังอุตส่าห์กลับมาสั่งสอนศีลธรรมทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเล่าเรื่องที่ตรงข้ามกับศีลธรรมที่มันสอนสั่งในตอนจบอย่างน่ามึน กล่าวอย่างง่ายหนังเรื่องนี้มัน เสื่อม...จริงๆ แต่ด้วยความเสื่อมบนพื้นฐานแห่งความบ้าบอคอแตกของมันนี่ล่ะ ที่โครตจะเอนเตอร์เทนเลยจริงๆ มันเอนเตอร์เทนกว่าบรรดาหนังใหญ่ประจำซัมเมอร์ปีนี้ตั้งหลายเรื่องแหน่ะ แต่จะว่าไปหนังเรื่องนี้ก็ฟอร์มใหญ่น่ะ เพราะแต่ละนางใหญ่ๆทั้งนั้นเลย(ฮา)
 
 
All That Jazz(1979,Bob Fosse,USA) A-
     ก่อนดูนึกว่าหนังเพลง ที่ไหนได้มันกลับเป็นหนังชีวิตส่วนตัวของผู้กำกับแบบสุดโต่งที่ทำขึ้นเพื่อบำบัดตนเองล้วนๆที่แม้จะมีฉากเพลงบ้างแต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่หนังเพลงอยู่ดี โดยหนังมีฉากร้องรำทำเพลงบ้างเล็กๆน้อยๆตามประสาการเป็นผลงานของผู้กำกับหนังเพลงนามกระเดื่องที่ผู้กำกับก็โชว์ความสามารถกันแบบเต็มที่ ความจริงระหว่างดูหนังเรื่องนี้นึกถึง 8 1/2 ของเฟลลินี่เอามากๆและเข้าใจว่าหนังเรื่องนั้นของเฟลลินี่น่าจะส่งอิทธิพลอยู่พอสมควรเพราะหนังมันว่าด้วยอาการจิตตกของศิลปินที่นำไปสู่การครุ่นคิด หมกหมุ่นถึงชีวิตและอัตตาของตนผ่านการเล่าเรื่องแบบกึ่งจริงกึ่งฝัน เพียงแต่ในส่วนที่มันพรรณนาถึงความจิตตกของตนเองในหนังเรื่องนี้มันไม่ได้น่าสนใจ จัดจ้านและสนุกสนานแบบ 8 1/2 ของเฟลลินี่ แต่ยังไงก็ชอบการเป็นหนังที่ทำหน้าที่บำบัดศิลปินของมันมากๆอยู่ดี
 
 
Once Upon a Time in China หวงเฟยหง ภาค 1(1991,Hark Tsui,Hong Kong) B+
     มันส์ดี ฉากแอคชั่นไคลแมกซ์ที่ต่อสู้ข้ามสะพานไปมาก็สุดยอดและเพิ่งรู้ว่ามันเป็นต้นแบบให้ฉากไคลแมกซ์ของหนังเรื่อง The Musketeer ด้วย
 
 
Scenes from the Suburbs(2011,Spike Jonze,USA) A+
     เมื่อผู้กำกับขวัญใจเด็กแนวแห่ง Being John Malkovich และ Adaptation ทำหนังสั้นที่สร้างขึ้นจากอัลบั้มเพลง The Suburbs เจ้าของรางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมจาก Grammys และ Brit Award ของวงดนตรีแคนาดาแห่งยุคสมัยและเป็นวงดนตรีโปรดของข้าพเจ้าเองด้วยอย่าง Arcade Fire ผลที่ออกมาคือหนังที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับ Super 8 โดยสิ้นเชิง เพราะในขณะที่ Super 8 พูดถึงความทรงจำวัยเยาว์อันงดงานี่คือหนังสั้นที่ว่าด้วยการล่มสลายของความเยาว์วัยและความไร้เดียงสาที่เล่าผ่านความทรงจำอันแสนเจ็บปวดรวดร้าวบาดลึกที่เศร้ามากอย่างไม่น่าเชื่อว่าความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดได้จากการดูหนังของ Spike Jonze
 
 
Greenberg(2010,Noah Baumbach,USA) A
     การดูหนังเรื่องนี้เปรียบเสมือนการดูชีวิตตนเองในอนาคตเมื่อวัย 40 ตัวละครพระเอกที่ดูปากร้าย หลักลอย แปลกแยก มีปัญหาต่อวิถีโลก หมกหม่นกับอดีต มันช่างละม้ายคล้ายชีวิตตนเองอย่างกับหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาเพื่อพยากรณ์ชีวิตสุดอับเฉาของเราชอบกล เพียงแต่ไม่รู้ว่าในวัย 40 จะเจอผู้หญิงนิยมของแปลกที่หน้าตาน่ารักแบบเกรต้า เกอร์วิคบ้างหรือเปล่า จึงไม่น่าแปลกใจที่จะชอบหนังเรื่องนี้มากๆ แถมไม่เคยเห็นเบน สติลเลอร์เล่นหนังหลุดจากความเป็นตัวเองได้ยอดเยี่ยมเยี่ยงนี้มาก่อนเลย
 
NAT