Reviewฉบับกระทัดรัดถึงหนังที่ดูมาตลอดเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2554 (ภาค 2)
posted on 30 Sep 2011 22:13 by mc3130
The Joneses(2009,Derrick Borte,USA) B+
พล๊อตหนังมันแสบสันต์ทีเดียวกับการสร้างครอบครัวกำมะลอสุดเพอร์เฟคที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการโฆษณาถึงชีวิตสมบูรณ์แบบจากการใช้ชีวิตซึ่งเป็นแผนการตลาดอันแยบยลเพื่อให้คนซื้อสินค้าที่ครอบครัวนี้ใช้กันที่ถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างชาญฉลาดและได้ผล นอกจจากการจิกกัดโลกทุนนิยมที่แสบสันต์แล้วมันยังบาดลึกทีเดียว เสียดายที่ตอนจบมันมีท่าทีสั่งสอนและพยายามจะแฮปปี้ฮอลลีวู้ดมากไปหน่อย ทำให้ตัวหนังอ่อนแรงลงไป

พุ่มพวง(2554,บัณฑิต ทองดี) A
ก็คงเหมือนคนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ที่รู้จักเพลงฮิตๆของแม่ผึ้งเป็นอย่างดีเพราะได้ยินตั้งแต่เด็กแต่ก็ไม่ได้อินอะไรมาก และตัวหนังก็ไม่ได้เจาะลึกชีวิตแม่ผึ้งมากมายอะไรนักแถมจากการการหนังสือและดูข่าวที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดว่าตัวหนังก็เซนเซอร์ตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทจากคนรอบข้างที่ยังมีชีวิตอยู่กันแบบเพลย์เซฟสุดๆ ซึ่งมันก็หาใช่ปัญหาไรไม่(ก็ทีหนังฮอลลีวู้ดที่มันหล่อหลอมเราว่าสร้างจากเรื่องจริงกันทั้งนั้นเลย)แม้จะแอบรู้สึกบ้างเล็กน้อยว่าหนังมีประเด็นให้เล่นมากมายก่ายกองเหลือเกิน ในส่วนการเล่าเรื่องหนังทำได้ดี ไหลลื่นและสนุก ความจริงมันเล่ากันแบบ ทื่อ ซื่อๆและติดลูกเชยด้วย ซึ่งมันเหมาะกับยุคสมัยและบริบทของหนังแบบสุดๆแถมดูจริงใจในการเล่าดี และไอ้พวกฉากแฟลชแบครีวิวประกอบเพลงที่ราวกับหลุดมาจากเอ็มวีเพลงลูกทุ่งยุคเก่าก็ส่งเสริมอารมณ์หนังได้อย่างน่าประหลาด การแสดงของน้องเปาก็สุดยอด เป็นธรรมชาติ น่ารักด้วย และสามารถสร้างอารมณ์ร่วมไปกับเธอได้เป็นอย่างดี พี่ป๋อก็เล่นดี จังหวะการเล่นอารมณ์คนดูที่ดูจากตัวอย่างหนังแล้วคิดว่ามันคงฟูมฟายและยัดเหยียดกันแบบเต็มสตรีมก็ต้องบอกว่ามันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด คือ มันไม่ได้ทำตัวฟูมฟายจนเกินเหตุ และจังหวะส่งอารมณ์มันก็แม่นยำทีเดียว หลายฉากเล่นเอาน้ำตาคลอเบ้าเลยทีเดียว อินมาก ยิ่งตอนจบที่หนังใช้ฟุตเทจภาพแม่ผึ้งตัวจริงก็เล่นเอาตายไปเลย เขื่อนแตก เป็นการใช้ฟุตเทจภาพจริงในท้ายเรื่องที่ได้ผลรุนแรงมาก โครตสะเทือนอารมณ์เลย มันอาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ ออกเชยๆทื่อๆแต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจและก็น่าประทับใจอย่างยิ่งยวด ซึ่งนั้นล่ะที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษโดดเด่น จนอยากมอบรางวัลหนังไทยแห่งปีร่วมกับปัญญา เรณู กันเลยทีเดียว

Captain America: The First Avenger(2011,Joe Johnston,USA) B
วิธีการเล่าเรื่องและอารมณ์มันประมาณ Iron Man และ Thor เด๊ะเลย คือไม่ลงลึกในรายละเอียด ไม่ได้มีแง่มุมลึกซึ้ง เล่าเรื่องด้วยท่าทีผ่อนคลาย มีทีมนักแสดงชั้นดีคอยประคับประคองหนัง เพียงแต่ที่น่าเสียดายมากสำหรับหนังเรื่องนี้ก็ตรงที่หนังเรื่องนี้มันทิ้งตัวละครรายรอบเสียสนิท มีเพียงทอมมี่ ลี โจนส์ที่ได้เป็นสีสันชั้นเยี่ยมแก่หนังนอกนั้นเรียกว่าเหมือนมาเดินผ่านจอกันทั้งนั้นเลย ทำให้ตัวหนังไม่มีสีสันและเสน่ห์แบบที่ Thor และ Iron Man มี ซึ่งเหตุผลนี้ยังทำให้ครึ่งของหนังไม่สนุกแบบครึ่งแรกทั้งที่ครึ่งหลังเพียบพร้อมไปด้วยฉากแอคชั่นและยังทำให้ช่วงท้ายๆที่ควรจะสร้างการสะเทือนอารมณ์ได้ตามบทที่วางไว้มันก็กลับพาไปไม่ได้ถึงเพราะความแบนของตัวหนังและตัวละคร แต่สิ่งที่ชอบมากๆคือนอกจากหนังจะย้อนยุคแล้ววิธีการของหนังก็ดูโอลด์แฟชั่นมากๆและระหว่างดูก็นึกถึงหนังเรื่อง The rocketeer ตลอดเวลาจนไม่น่าแปลกใจที่ทำไม่มาร์เวลถึงเลือกโจ จอห์นสตันมากำกับเพราะทั้งสองเรื่องมีความใกล้เคียงกันมาก อีกหนึ่งหนังแอคชั่นฮีโร่ที่ดูได้เพลินๆแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก

Rise of the Planet of the Apes(2011,Rupert Wyatt,USA) A
ในฐานะของหนังตลาดขายความบันเทิง ต้องบอกว่ามันคือสุดยอดความบันเทิงแห่งปี มันทั้งเข้มข้นและเร้าใจ ทั้งที่จริงมันเต็มไปด้วยฉากแอคชั่นอันแสนธรรมดาไร้ความหวือหวาแต่มันกลับทำออกมาได้ดูกว่าหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ทั้งหลายแหล่ที่ฉายในปีนี้ จังหวะดราม่าก็เป๊ะมาก แม้บางช่วงจะรู้สึกว่ามันเล่าเรื่องเร็วไปหน่อยแต่มันก็ทำให้ตัวหนังตื่นเต้นชวนติดตามได้ตลอดเวลาอย่างได้ผล แต่ถ้าผละ จากการมองแค่มันเป็นหนังขายความบันเทิง นี่คือหนังที่วิพากษ์มนุษย์ได้อย่างข้นคลั่ก มันไม่ได้สร้างตัวละครมนุษย์ให้เป็นตัวร้ายอย่างจงใจแต่กลับทำให้เห็นว่ามนุษย์เป็นพวกช่างฝันละเมอเพ้อพกว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์เสกปั้นสิ่งใดก้ได้ตามใจปรารถนาโดยลืมไปว่าการสร้างสรรค์นั้นได้ทำลายอะไรลงไปบ้าง กล่าวอย่างง่ายคือแท้ที่จริงแล้วมนุษย์เกิดมาเพื่อทำลายล้างเพียงแต่มนุษย์ไม่ได้รู้ตัวเท่านั้นเอง นอกจากนี้การกระทำของลิงก็ทำให้มันดูเป็นหนังการเมืองมากๆเพราะมันแสดงให้เห็นถึงการปลดแอกพันธนาการแห่งการกดขี่จากชนชั้นปกครองของผู้ใต้ปกครองหรือแม้แต่การมองการกระทำของลิงเป็นภาพแทนของการปลดแอกจากจักรวรรดินิยมทุนนิยมในปัจจุบันที่ประเทศใหญ่ๆใช้ครอบงำประเทศเล็กๆ(ผ่านสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเขตการค้าเสรี) เป็นหนังขายความบันเทิงที่พาไปได้ไกลกว่าความบันเทิงอยู่มากโข และทำให้ Planet of the Apes เวอร์ชั่นของ Tim Burton ดูเป็นหนังงี่เง่าๆไปเลย

Come Rain, Come Shine(2011,Yoon-ki Lee,South Korea ) B
หนังเกือบทั้งเรื่องเกิดขึ้นภายในวันที่ภรรยากำลังเก็บข้าวของออกจากบ้านโดยมีสามีช่วยเก็บของด้วยความช้ำชอกอยู่ภายใน จากพลอตเรื่องมันน่าจะกลายเป็นหนังที่พูดถึงการล่มสลายของความรักได้อย่างเจ็บปวดร้าวรานได้มิยาก น่าเสียดายที่ผู้กำกับดูจะหมกหมุ่นกับการดำเนินเรื่องที่แสนเนิบนาบและการกำกับภาพอันสวยงามสะดุดตาตามแบบหนังอินดี้เก๋ๆเท่ห์ๆสักเรื่องพึงจะมี ถึงแม้ความเนิบนาบของมันจะช่วยให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังน่าอึดอัด กระอักกระอ่วนเข้ากันได้ดีกับเนื้อเรื่อง แต่ทุกสิ่งอย่างในหนังก็ดูเซตหรือประดิษฐ์มากจนเกินงามจนทุกอย่างในหนังดูเป๊ะและแข็ง ทำให้หนังแห้งแล้งทางด้านอารมณ์และขาดความสมจริงไป แม้การแสดงของพี่ฮยอนบินจะดีมากๆและเผยให้เห็นความเจ็บปวดภายใต้ใบหน้าอันนิ่งเฉยๆได้อย่างยอดเยี่ยมแล้วก็ตาม แต่เพราะการกำกับที่ท่ามากและประดิษฐ์ประดอยจนเกินงามแต่ขาดความใส่ใจในรายละเอียดทางอารมณ์ของหนังไปแทนที่จะทำให้มันเป็นหนังโครตจี๊ดและสะเทือนอารมณ์สุดขีดแบบหนังแนวเดียวกันที่เพิ่งฉายเมื่อต้นปีอย่าง Blue Valentine มันกลับเป็นเพียงหนังดราม่าสวยๆเก๋ๆที่แสนจะกลวงเปล่า

Tomboy(2011,Céline Sciamma,France) A-
ขณะดูหนังเรื่องนี้ นึกถึงหนังไทยเรื่อง Yes or No อยากรักก็รักเลย ตลอดเวลาในฐานะที่ตัวละครทั้งหลายรู้สึกว่าการเป็นทอมเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ไม่เห็นต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับมัน หนังไม่ได้กล่าวว่าการเป็นทอมเป็นสิ่งที่ผิดแต่การไม่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงต่างหากที่เป็นสิ่งเลวร้าย ขณะเดียวกันการเล่าเรื่องที่เมื้อตัดส่วนเพศสภาพอันแสนจริงจัง มันก็คือแฟนฉันดีๆนี่เอง มันเป็นเหมือนภาพความทรงจำวัยเยาว์อันแสนหวานเพียงแต่การที่มันมีท่าทีและประเด็นจริงจังมากๆ ทำให้มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องชวนฝันในอุดมคติแบบแฟนฉัน แต่มันก็หวาน อบอุ่นกรุ่นความประทับใจเอามากๆอยู่ดี หนังทำให้เห็นว่าการมุ่งเจาะประเด็นสุดซีเรียสจริงจังและไม่พยายามหาทางออกให้ฟีลกู๊ดสุดติ่งก็สามารถเป็นหนังที่สร้างประทับใจได้เหมือนกัน

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ ศึกนันทบุเรง(2554,หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) B
สิ่งที่น่าปลื้มใจที่สุดของหนังเรื่องนี้คือมันไม่น่าเบื่อขนาดต้องภาวนาให้หนังจบๆสักทีแบบภาคที่แล้ว แต่สิ่งที่เหมือนภาคที่แล้วเลยคือมันเต็มไปด้วยความเยิ่นเย้อจนน่าหงุดหงิด เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ในหนังช่างยาวนานเหมือนใส่ๆให้หนังมันยาวๆเข้าไว้ ทั้งที่มันไม่ต้องมีก็ได้เพราะหลายๆเหตุการณ์มันหาได้มีอิทธิพลต่อตัวหนังไม่ และที่เลวร้ายที่สุดคือเหตุการณ์และตัวละครหลายๆตัวที่ปูเอาไว้ในภาคที่สามพอมาภาคนี้กลับโดนตัดทิ้งอย่างไม่ใยดีจนเกิดอาการงงงวยว่ามีภาคสามมาเพื่อ(พี่จั่กจั่นไปไหน) ส่วนของการเล่าเรื่องก็เอื่อยเชื่อยขาดความน่าติดตามและเข้มข้นอย่างที่สองภาคแรกไป แม้หนังจะมีดรม่าที่ดีก็หนังก้ไม่มีพลังมากพอจะสร้างอารมณ์ร่วมได้มากมายนักเพราะหนังหมกหมุ่นกับการเล่าเรื่องข้างทางซะเนอะจนไปกลบตัวละครสำคัญๆซะหมด ความจริงตอนภาค 1 และ 2 ท่านมุ้ยมาถูกทางแล้ว หนังดูมีความเป็นหนังเล่าเรื่องมากกว่าเป็นสารคดีแบบสุริโยไท แต่พอมาภาค 3 และ 4 มันหนักกว่าสุริโยไทเสียอีกเพราะตอนนี้มันดูเป็นภาพตัดแปะที่สะเปะสะปะและไม่ต่อเนื่องเอาซะเลย และเห็นได้ชัดว่าท่านมุ้ยเริ่มควบคุมตัวหนังไม่อยู่ซะแล้วเพราะตอนนี้ท่านมุ้ยดูจะมีเรื่องจะเล่ามากเกินกว่าที่หนังควรจะเล่าจนไม่สามารถจบหนังให้ลงได้ภายใน 4 ภาค ทั้งที่ว่าตามจริงทั้งภาค 3 และ 4 สามารถมัดรวมกันเป็นเรื่องเดียวภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ได้ ก็ไม่รู้ว่าท่านมุ้ยจะทำหนังแข่งกับ Fast และ Final Destination หรืออย่างไรกัน มันถึงไม่จบสักที

คนโขน(2554,ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) B
ทั้งบทหนัง การแสดงและการเล่าเรื่องของมันโครตจะละครช่องเจ็ดเลย แต่มันก็ไม่ได้ประดักประเดิดและเชยถึงกับร้องยี้ การตัดต่อค่อนข้างรวบรัดตัดตอนจนอารมณ์หนังมันโดดไปโดดมาในหลายช่วง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหนังก็ให้เวลาน้อยจนไม่เกิดความรู้สึกใดๆต่อชะตากรรมของตัวละครเลยแม้แต่น้อย ทำให้ช่วงท้ายที่หนังขยี้สุดฤทธิ์ไม่ได้ผลแถมยังรู้สึกว่ามันเยอะเกินขีดจำกัดด้วยในการขมวดปมในช่วงท้ายเรื่องที่มันดู ยัดเหยียดจนน่ารำคาญ(ความจริงพี่ตั๋วมีปัญหาเรื่องการขมวดปมท้ายเรื่องที่พยายามใส่นู่นนี่นั่นเยอะเกินไปตั้งแต่ตอนลพครเรื่อง สุภาพบุรุษลูกผู้ชายแล้ว) ในส่วนที่หนังให้มีตัวละครคอยเล่าเรื่องตลอดเวลาก็ดูไม่เข้ากับหนังและไม่ได้ส่งเสริมหนังให้ดีขึ้นนอกจากทำให้เห็นว่าพี่ตั๋วต้องการสั่งสอนคนดูเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทย ส่วนประเด็นหนังเอาเข้าจริงๆไม่ได้รู้สึกว่าพี่ตั๋วทำการสั่งสอนเท่าไหร่แต่เหมือนพี่เขาพยายามกล่อมเกลาคนดูให้เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมและให้มาสนใจศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ทำให้มันเป็นหนังที่เหมาะกับพวกอนุรักษ์นิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตาแบบที่กระทรวงวัฒนธรรมชอบเอาแต่พร่ำบอกให้หันมาสนใจศิลปวัฒนธรรมเก่าๆและต้องปฏิบัติตนตามจารีตประเพณีแต่เก่าก่อน ทำให้ประเด็นหนังมันตื้นเขินและมองด้านเดียวอย่างน่าเกลียด ทำให้มันคงยากท...ี่จะนำมันไปเทียบชั้นกับ โหมโรง เพราะความตื้นเขินในการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมตามสไตล์คนหัวโบราณคร่ำครึของมันนั้นล่ะ ความจริงหนังมีบางช่วงที่ดีอย่างฉากที่เล่นโขนบอกรักแต่เพลงที่ใช้นั้นมีจังหวะร่วมสมัยแต่มันกลับมาตกม้าตายกับช่วงท้ายของหนังที่เหมือนพี่ตั๋วมาปราศรัยเรื่องวัฒนธรรมจารีตประเพณีที่คนไทยต้องจำไว้ตามฉบับอนุรักษ์นิยมสุดโต่งผ่านหนังนั้นแล

Cowboys & Aliens(2011,Jon Favreau,USA/India) B
การได้ยินแต่คนบ่นผิดหวัง ทำให้ไม่ตั้งความหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้ไว้เลยแม้แต่นิดเดียว พอดูจบเลยรู้สึกมันก็ไม่ถึงกับแย่หรือไม่เข้าท่าแบบคนอื่น มันก็ดูได้เพลินๆตามประสาหนังฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันนั้นล่ะ เพียงแต่ชื่อของนักแสดง คนเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับทำให้หลายคนคาดหวังไว้สูงซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังมีปัญหาตรงที่มันพยายามทำตัวซีเรียสจริงจังมากเกินไปทำให้หนังดูเอื่อยเชื่อย ท่าหนังทำตัวทีเล่นทีจริงมากกว่านี้น่าจะทำให้หนังสนุกขึ้นโดยเฉพาะการที่หนังมีทั้ง Daniel Craig Harrison Ford และ Sam Rockwell ที่ล้วนมีเสน่ห์และความไหลลื่นกันแบบเต็มที่อยู่แล้ว มันเลยน่าเสียดายที่หนังไม่ใช่เสน่ห์ของสามคนนี้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่อยนัก(จำได้ว่าทั้งสามคนได้โชว์มุขคนละครั้งเอง) และการทำตัวจริงจังของมันยังทำให้ส่วนผสมของความเป็นหนังคาวบอยและเอเลี่ยนดูประดักประเดิดสิ้นดี แม้ในส่วนของหนังคาวบอยดูจะทำได้ดี ทำให้นึกถึงหนังคาวบอยสมัยโบราณแบบพวก Shane อะไรเทือกนั้น พูดง่ายๆว่าการพยายามทำตัวให้สูงค่าว่าหนังตนเป็นหนังทุนสุงฟอร์มยักษ์ของมันเองนั้นและ ทำให้หนังไม่กล้าใส่ลูกบ้าและเล่นสนุกกับมันให้มากกว่านี้(ทั้งที่บางช่วงหนังสามารถเล่นได้มากกว่านี้)เหมือนกลัวหนังจะดูราคาถูกแบบหนังเกรดบีไป ทำให้หนังอืดๆเอื่อยๆเชื่อยๆขาดสีสันและเสน่ห์ดึงดูดให้เกาะติดอยู่กับเรื่องได้อย่างสนุกสนานอย่างที่ควรจะเป็น มันจึงเป็นได้เพียงหนังดูได้เพลินๆที่แสนจืดชืดเรื่องหนึ่งเท่านั้น

รักจัดหนัก(2554,ไพรัช คุ้มวัน/ภาส พัฒนกำจร/อนุชิต มวลพรม/อินทิรา เจริญปุระ/ชาคร ไชยปรีชา/เมธัส ฉายชยานนท์) A-
หนังสนุกน้อยกว่าที่คิดบางช่วงบางตอนไม่ค่อยไหลลื่นเท่าใดนัก ทำให้ชอบมันน้อยกว่าที่คิดในเรื่องของการเล่าเรื่อง ผละจากนั้นนี่คือหนังไทยแห่งปี หนังโดดเด่นมากในการนำเสนอเหตุการณ์และตัวละครที่เล่าด้วยความไม่ซีเรียสจนเกินเหตุแต่มันโครตจะสมจริงเลย การพูดจาและการกระทำของวัยรุ่นในหนังเรื่องนี้แม่งโครตจริงอย่างที่ไม่เคย เห็นมาก่อนในหนังไทย และการที่หนังยังไม่ทำหน้าที่เป็นตำรวจศีลธรรม ไม่ทำตัวสั่งสอนศีลธรรมอันดีและตัดสินการกระทำของตัวละครอย่างฉาบฉวยไปในทางลบถ่ายเดียวแบบในสื่อกระแสหลักชอบทำกันยิ่งเมื่อมองว่ามันเป็นประเด็นอันแสนอ่อนไหวที่ไม่ควรตัดสินกันอย่างง่ายแบบที่คนในสังคมชอบทำกันรวมทั้งการหาทางออกให้ปัญหาที่ส่วนใหญ่ไม่ Feel Good จัดๆก็ Feel Bad จัดๆ แต่กลับจบแบบปลายเปิดชี้ชวนให้เกิดการต่อยอดความคิดหลังดูก็ยิ่งทำให้มันเป็นหนังไทยที่โดดเด่นเกินหน้าหนังไทย เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้มีหนังที่ทำการกระเทาะเปลือกสังคมอย่างจริงจังและไม่นำเสนอแง่มุมแบบตื้นเขิน ขณะเดียวกันมันก้เล่าเรื่องด้วยท่าทีผ่อนคลาย ไม่แอคอาร์ตหรืออินดี้จนไม่เป็นมิตรกับผู้ชมทั่วไป(แต่ก็ไม่น่าใช่หนังที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นหนังที่เหมาะสำหรับทุกคน อย่างน้อยก้พวกชอบทำตัวสูงคิดว่าตนช่างเป็นคนมีศีลธรรมอันดี) สมจริง มีความอบอุ่นเล็กๆ(ส่วนตัวตอนจบค่อนข้างพีคมากทีเดียว) หลังจากนาคปรกทำการสำรวจพุทธศาสนา Yes or No อยากรักก็รักเลยทำการสำรวจเพศสภาพ มาเรื่องนี้พูดถึงท้องในวัยเรียน สิ่งที่น่าสนใจมากๆในช่วงหลังๆมานี้คือดูเหมือนว่าหนังไทยในกระแสหลัก(เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้มันอินดี้แต่มันฉายเยอะกว่าหนังไทยกระแสหลักบางเรื่องเสียอีกเลยให้มันเป็นหนังกระแสหลักแล้วกัน) เริ่มหันมาพูดประเด็นสังคมที่จริงจังมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นนิมิตรหมายที่ดีมากสำหรับวงการหนังไทยที่ต้องการอะไรแบบนี้มานานแล้ว อาจไม่ใช่หนังไทยที่ดีมากมายอะไร แต่นี่คือหนังไทยที่โดดเด่นมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

Trust(2010,David Schwimmer,USA) A+
เด็กสาวถูกเพื่อนในเน็ตหลอกลวงจนถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์ได้พังทุกอย่างในครอบครัว ดูจบก็ได้แต่อึ้งและทึ้งในฝีมือการกำกับของเดวิด ชวิมเมอร์หรือดร.รอสส์ เกลเลอร์แห่งซีรีย์ขวัญใจสมัยเด็ก Friends เขาทำให้หนังดราม่าที่มีพล๊อตเชยๆเรื่องนี้ ทั้งน่าหวาดหวั่น กดดัน หนักหน่วง เจ็บปวด คาดเดาไม่ได้ว่ามันจะไปจบที่ตรงไหน(ธรรมดาไอ้พล๊อตแบบนี้ไม่จบฟีลกู๊ด ฟีลแบด ก็คงมีนองเลือดซึ่งธรรมดาดูไปสักพักคงรู้แล้วว่ามันจะจบทางไหน) ซึ่งต้องยกความดีให้บทหนังด้วยที่สร้างตัวละครพ่อและลูกสาวได้มิติซับซ้อนสร้างความคลุมเครือปกคลุมตลอดเรื่อง โดยเฉพาะตัวพ่อที่เรื่องยิ่งไปมากเท่าไรก็ยิ่งชวนตั้งคำถามว่าที่ตัวละครพ่อโกรธแค้นอยู่นี่เพราะลูกสาวถูกข่มขืนหรือการที่ลูกไปมีเซกส์เป็นเหมือนการพรากลูกสาวอันเป็นที่รักคนเดิมจากไปแล้ว เหมือนว่าพอลูกไม่บริสุทธิ์เธอก็ไม่ใช่ลูกสาวที่เขาเคยทะนุถนอมอีกแล้วอะไรประมาณนั้น(ฉากที่เขาพูดกับลูกสาวถึงเรื่องราววัยเยาว์แสดงให้เห็นถึงการถวิลหาความบริสุทธิ์) ส่วนลูกสาวก็คาดเดาไม่ออกว่าเธอไร้เดียงสาหรือเป็นกลไกการป้องกันตัวหรือที่จริงเธอหลงรักการมีเซกส์ในครั้งนั้นเพราะเธอได้ถูกชมเชยความงามที่ไม่เคยมีใครทำกับเธอมาก่อน ซึ่งตัวละครทั้งคู่ยิ่งดำเนินไปก็ยิ่งทำให้ตัวหนังกดดัน บีบคั้นไปจนหายใจไม่ทั่วท้องทั้งที่มันเป็นหนังดราม่าเพียวๆที่ไม่ได้มีการใส่อารมณ์ฟูมฟายแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้หนังพาไปได้ไกลกว่าการเป็นหนังที่พูดถึงพิษภัยออนไลน์ เพราะนี่คือหนังที่พูดถึงสังคมร่วมสมัยอันน่าหวาดหวั่น โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่ตอกย้ำความน่ากลัวของโลกปัจจุบันได้อย่างแสบสันต์ เย็นชา และน่ากลัวสุดขีด ดูจบแล้วนึกถึง Gone Baby Gone เพราะการที่มันจบด้วยการตีแสกหน้าศีลธรรมอันดีของมันช่างรุนแรงเหลือเกิน

ที่รัก(2553,ศิวโรจณ์ คงสกุล) A+
ไม่รู้จะสรรเสริญเยินยอหนังเรื่องนี้ยังไงดี หนังไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องราวของคู่รักที่ฝ่ายชายพาฝ่ายหญิงไปพบครอบครัวที่ลพบุรี หนังแทบไม่มีพล๊อตที่สามารถจับต้องได้มันแทบเป็นบันทึกห้วงเวลาหนึ่งของคนธรรมดาสามัญคู่หนึ่ง พวกเขาก็แค่ทำกิจวัตรทั่วไปคุยกัน กินข้าว ไหว้พระ เดินเล่น เล่นน้ำ พายเรือ ขี่มอเตอร์ไซค์ มันช่างเป็นกิจกรรมที่พบเห็นได้ดาดดื่น และมันก็ไม่ได้พยายามถ่ายทอดออกมาให้วิจิตรสดสวย ภาพต่างจังหวัดของมันไม่ได้ดูสวยงามแดนสวรรค์วิมานเป็นต่างจังหวัดจริงๆไม่ใช่เป็น ยูโธเปียต่างจังหวัดในอุดมคติแบบที่คนกรุงคิดกัน ทุกอย่างในหนังมันดูเรียบง่ายไปหมด ทุกอย่างดูไร้การปรุงแต่ง มันดูเป็นธรรมชาติโครตๆ แต่ความธรรมดาของมัน มันกลับดูสวยหมดจดงดงามมาก ฉากคู่รักกระเซ้าเย้าแหย่ ฉากฝ่ายชายนั่งเฝ้าและชวนฝ่ายหญิงคุยระหว่...างหญิงอาบน้ำ ฉากชายพยายามทำให้ฝ่ายหญิงนอนหลับ หรือแม้แต่ฉากนอนจับมือกันทั้งที่นอนคนละมุ้ง ฉากธรรมดาที่ในหนังโรแมนติคทั่วไปคงไม่มี แต่ในหนังเรื่องนี้มันกลับทำสิ่งธรรมดาเหล่านี้ได้โรแมนติคกว่าหนังโรแมนติคหลายเท่านัก มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสามัญธรรมดาของชีวิตอย่างแท้จริง เพราะในความธรรมดาที่คนเรามองข้ามมันมีสิ่งสวยงามแฝงอยู่เสมอ ความจริงมันพูดถึงครามรักที่ถูกพรากไปแล้ว ทำให้หนังมีความอาลัยอยู่ในนั้นเพียงแต่มันเล่าผ่านความทรงจำอันแสนหวานและความทรงจำแสนหวานนี่ล่ะที่มัน Eternity ที่แม้แต่ความตายก็ไม่สามารถพรากมันไปได้ นี่คือหนังที่สามารถพูดได้เต็มปากว่า งดงามราวดั่งบทกวี เป็นหนังที่สวยมากที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา เป็นหนังเรื่องแรกที่ถึงกับนั่งอมยิ้มด้วยความสุขตลอดระยะเวลาเกือบทั้งเรื่อง นี่คือหนังที่สร้างสรรค์โมงยามแห่งความสุขได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต หนึ่งในหนังที่ชอบมากที่สุดตลอดกาล

บางกอกกังฟู(2554,ยุทธเลิศ สิปปภาค) A-
มันคงสไตล์อันโดดเด่นของยุทธเลิศไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะการหลอมรวมหนังหลายแนวไว้ในหนังเรื่องเดียว การใส่เรื่องราวที่เยอะเกินจำเป็นเหมือนอยากใส่ๆอะไรก็ใส่ๆมาให้หมด(ล้างแค้น การไล่ล่าความฝัน รักสามเศร้า ปัญหาเด็กถูกลักพาตัว ปัญหาครอบครัว เยอะไปไหม) ตลกร้ายแปล่มๆเพี้ยนๆ โปรดัคชั่นสวยๆแปลกๆแต่ดูราคาถูกเหมือนหนังทุนต่ำ คือมันเต็มไปด้วยความลักลั่นเต็มไปหมด แต่ความลักลั่นแบบนี้ล่ะมันโครตเข้ากับความเป็นหนังฮ่องกงกำลังภายในสมัยก่อนสุดๆ การที่มันดูเป็นหนังบู๊แต่ก็พยายามใส่เรื่องรักหวานๆเลี่ยนๆแถมยังดราม่าซีเรียสจริงจังกันแบบสุดขีดนี่ล่ะโครตจะหนังฮ่องกงเลย แล้วไอ้เรื่องพรรคนู่นมาล้างแค้นพรรคนี้พร้อมส่งสมุนใส่หน้ากากสัตว์ การปล่อยพลัง การถ่ายพลังและยิ่งตรงเซอร์ไพรส์แอคชั่นไคลแม๊กซ์นี่พบได้แต่ในหนังฮ่องกงเท่านั้นจริงๆ ทำให้หนังแม่งพีคมากๆพีคสุดๆพีคเหี้ยๆ การกำกับภาพสไตล์สวยเห๋เท่ห์ระเบิดของหนังก็ยิ่งทำให้ตัวหนังพีคไปอีกขั้นคือมันเท่ห์แบบที่เคยรู้สึกกับพระเอกหนังฮ่องกงเลยคือแม่งจะเท่ห์กันไปไหน โดยเฉพาะพี่แบงค์ โทโมะ พี่เป้เท่ห์โครต และดนตรีประกอบของ Koichi Shimizu พี่Thom Aj Madson(อัศจรรย์จักรวาล) และพี่เบิร์ด(Desktop Error) ก็ยิ่งส่งเสริมตัวหนังไปกันใหญ่ ดนตรีทำให้หลากฉากดูเท่ห์อย่างไม่มีเหตุผลขึ้นมาได้อย่างประหลาดแถมยังส่งเสริมให้อารมณ์หนังไม่ดูสะเปะสะปะเป็นเนื้อเดียวกันอีกต่างหาก(การใช้ดนตรีแบบKoichiสลับกับเพลงป๊อบของอาร์เอสมันเข้าท่าดีนะ) ถ้าจะมีเสียดายบ้างก็คือการมีทุนอันจำกัดทำให้หนังดูกั๊กๆเหมือนสามารถใส่อะไรได้มากกว่านี้ แต่แค่นี้ยุทธเลิศก็พาตัวหนังไปสุดทางแห่งความเป็นหนังฮ่องกงแล้ว และสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือถึงตัวบทจะล้นสะเปะสะปะ การดำเนินเรื่องดูเร็วๆข้ามๆไปบ้าง แต่อารมณ์และโทนหนังกลับไม่หลุดเลย ยุทธเลิศเล่าเรื่องได้สมูธมากซึ่งเป็นสิ่งขาดหายไปในงานยุคหลังๆของเขา ถือเป็น Surprise Film of the Year เลยสำหรับหนังนี้ ซึ่งเหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำตัวเป็นหนังฮ่องกงแบบสุดโต่งของมันและความน่ารักของน้องแก้ว

El mariachi(1992,Robert Rodriguez,Mexico/USA) B+
หนังเรื่องแรกของ Robert Rodriguez ภาคแรกของ Desperado และ Once Upon a Time in Mexico ที่ความทุนต่ำของมันฉายแววให้เห็นถึงความช่างคิด ความบ้าบอและความเพี้ยนของเขาได้เป็นอย่างดี หนังเต็มไปความเท่ห์แบบดิบๆเพี้ยนๆ ฉากบู๊แทบไม่มีแต่สนุกมาก มันเป็นหนัง Robert Rodriguez ที่ปล่อยของอย่างไม่ยั้งมือและความทุนต่ำเตี้ยเรี่ยดินก็ยิ่งทำให้หนังมันสนุกแบบบ้าๆมากขึ้นอีกเท่าตัว จะว่าไปมันสนุกกว่า Once Upon a Time in Mexico หลายเท่านัก

Running Out of Time(1999,Johnnie To,Hong Kong) B+
อยากเห็นตู้ฉีฟงกลับมาทำหนังตลาดเพียวๆไม่เน้นจริตการประดิษฐ์แบบงานยุคหลังของเขาแบบหนังเรื่องนี้อีกจัง มันเป็นหนังโจรกรรมหักเหลี่ยมเฉือนคมที่มีบทและการกำกับที่ไร้ความหวือหวาแบบหนังแอคชั่นฮ่องกงแต่กลับสร้างความตื่นเต้นชวนติดตามได้ตั้งแต่ฉากแรกยันฉากสุดท้ายได้อย่างน่าทึ่ง

Au revoir les enfants(1987,Louis Malle,France/West Germany/Italy) A
หนังที่ว่าด้วยความโหดร้ายของสงครามที่ไม่มีฉากสงครามหรือแม้แต่ฉากทหารยิงปืนเลยสักครั้ง เหตุการณ์ทั้งหมดของหนังเกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังเต็มไปด้วยฉากการละเล่น การหยอกล้อกลั่นแกล้งด้วยความเดียงสาของเด็กๆแต่มันกลับแสดงให้เห็นการจ้องทำลายล้างกันเองของมนุษย์ผ่านสิ่งละอันพันละน้อยในการกระทำของตัวละครที่เป็นเหมือนภาพแทนให้เห็นความโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อกันที่ยิ่งหนังดำเนินเรื่องไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งกัดเซาะความรู้สึกผ่านสายตาของเด็กน้อยได้อย่างรุนแรงและรวดร้าวเป็นอย่างยิ่ง

อุโมงค์ผาเมือง(2554,หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) B
วัดกันแค่ความบันเทิง มันสนุกกว่า ราโชมอน เวอร์ชั่นต้นฉบับของคุโรซาว่าเสียอีก แม้เหตุการณ์และการเล่าเรื่องจะเหมือนราโชมอนเกือบเป๊ะแต่หนังก็ดูมีที่ทางของตัวเองดีทั้งการหมกหมุ่นสั่งสอนธรรมะเหมือนหม่อมน้อยกำลังแผ่เมตตาอุทิศบุญกุศลแก่คนดูยังไงยังงั้นรวมไปถึงสไตล์การกำกับและการแสดงที่ไม่ต่างจาก ชั่วฟ้าดินสลาย เลยสักนิด น่าเสียดายที่หนังที่ท่าทีสั่งสอนแล...ะนำเสนอประเด็นผ่านบทพูดตัวละครมากเกินควร ทำให้การวิพากษ์มนุษย์สุดเข้มข้นของต้นฉบับถูกบั่นทอนจนประเด็นหนังไม่แรงและจี้ใจอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้การเพิ่มปูมหลังตัวละครที่ต้นฉบับไม่มีก็ไม่ได้เพิ่มมิติให้กับเรื่องแต่อย่างใดแถมยังทำให้หนังยืดเยื้อเกินจำเป็นด้วย ขณะที่การแสดงของพี่พลอยและพี่ดอมก็ยังไม่โชว์ฝีมือแบบสุดๆ(หรือฝีมือได้แค่นี้)ทำให้หนังไม่มีช่วงพีคๆทั้งที่หนังมีจุดให้ปล่อยของหลายช่วงอยู่ ถ้าหนังจะตัดทอนความอ้อยอิ่งให้กระชับขึ้น ลดการเทศนา และเพิ่มความเข้มข้นทางการแสดงให้มากกว่านี้ มันคงเป็นหนังวิพากษ์มนุษย์ได้ดีมากไม่ต่างจากต้นฉบับ และคงทำให้ไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังนั่งฟังเทศน์ฟังธรรมในโรงหนังเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงอย่างที่เป็นอยู่
































+poster+3.jpg)







