กลับมาต่อกับอีก 10 เรื่องที่เหลือกันเลยนะครับ โดย 10 เรื่องทีเหลือก็คือ 10 อันดับหนังที่ผมชอบที่สุดจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพครั้งล่าสุดนั้นเองแหล่ะครับ

 Double Take (2009,Johan Grimonprez,Belgium/Germany/Netherlands)

                ปีที่แล้วมี My Winipeg เป็น Mockumentary(สารคดีเก๊) ที่เล่าเรื่องได้อย่างสนุกสนานและบ้าบอเป็นที่สุด ปีนี้ก็มีหนังเรื่องนี้ที่มีแนวทางคล้ายกัน แต่เรื่องนี้มีความพิเศษกว่าตรงที่มันเสียดสีกระทบกระเทียบโลกปัจจุบันได้อย่างแสบแสนผ่านพิธีกรนามอัลเฟรด ฮิตซ์ค็อก โดยใช้ฟุตเตจเก่าบวกการแสดงใหม่ของคนหน้าเหมือน โฆษณาแสนเชยที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกครั้ง สงครามเย็น ริชาร์ด นิกสัน และอื่นๆอีกมากมาย โดยหนังจบด้วยการปิดฉากชีวิตของฮิตซ์ค็อก การสิ้นสุดสงครามเย็น ก่อนที่มันจะไปจบที่หลังEnd Credit ด้วยการพูดของดิ๊ก เชนีย์ ที่แสนฮา ซึ่งทำให้เห็นการเสียดสีการใช้สื่อในโลกทุนนอยมได้อย่างยอดเยี่ยม และทำให้หนังเรื่องนี้มีEnd Credit ที่ได้ใจและฮามากที่สุดตั้งแต่เคยดูหนังมา

 

 

 ImBurnal (2008,Sherad Anthony Sanchez,Philipphines)

                นี่คือหนังที่พาคนดูไปไกลเกินกว่าคำว่า ภาพยนตร์ที่เราคุ้นเคยมากที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา หนังเจ้าของความยาว 3 ชั่วโมง 35 นาที ที่เล่าเรื่องอย่างเชื่องช้าเอื่อยเชื่อยและเต็มไปด้วยการถ่ายชีวิตประจำวันของผู้คนชาวเล ร่วมด้วยการทดลองงานด้านภาพและการเล่าเรื่อง ที่มีทั้งการพักหน้าจอดดำเกิน 10 นาที การใช้ภาพเบลอ เสียงกับภาพที่ไม่สัมพันธ์กัน เสียงวิทยุที่เป็นเหมือนดนตรีประกอบ เสียงดนตรีที่ราวกับหลุดมาจากวง Goose ทำให้หนังเต็มไปด้วยช่องว่างกระตุ้นต่อมความคิดคนดูเป็นอย่างมาก ว่านอกจากการจับชีวิตผู้คนธรรมดาสามัญแล้วหนังต้องการสื่ออะไรมากกว่านั้นหรือมันเป็นเพียงแค่การจับโมงอันเชื่อยชาของการใช้ชีวิตของผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในเมือง จนสามารถทำให้คนดูสามารถยกมันเป็นหนังที่ทำขึ้นมาเพื่อปลดแอกสื่อภาพยนตร์ในโลกที่ขึ้นอยู่กับฮอลลีวู้ดที่แสนน่าเบื่อ

  

Visitors (2009,Hong Sang-Soo/Kawase Naomi/Lav Diaz,South Korea/Japan)

                หนั้งสั้น 3 เรื่อง จาก 3 สุดยอดผู้กำกับขวัญใจชาวอิ้นดี้ตัวกลั่นเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีเทศกาลหนังจอนจู โดยมีธีมเกี่ยวการมาเยือน ฮองซานซูจากเกาหลีใต้ยังคงยอดเยี่ยมในการพูดถึงความสัมพันธ์ของชายหญิงปัญญาชนที่ให้อารมณ์ไม่ต่างจาก Woman Is a Future of Man ผลงานชิ้นเอกของเขา นาโอมิ คาวะเสะ นั้นก็ยังคงเล่าเรื่องได้นิ่งผสมกับการขายภูมิทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นอย่างผลงานของเธอที่ผ่านมา น่าเสียดายที่ผมไม่อินด้วยเลยแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องสุดท้ายของลาฟ ดิแอชจากฟิลิปปินส์ที่ยังคงเล่าเรื่องของชนชั้นล่างที่การกระทำของตัวละครรวมไปถึงความรู้สุก ทำให้คนดูถึงกับจุกอกและเจ๊บปวดรวดร้าวภายในจิตใจได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้มันกลายเป็นตอนที่ดีที่สุดอย่างไร้กังขา

 

 

I Killed My Mother (2009,Xavier Dolan,Canada)           

               วัยรุ่นหลายคนคงไม่ต่างจากซาเวียร์ โดรลองที่มักมีปัญหากับผู้ปกครองเป็นประจำ เพียงแต่เขาเก๋กว่าคนอื่นตรงที่เขาเลยจับเรื่องราวนั้นมาทำเป็นหนังเสียเลย  หนังเรื่องนี้จึงเต็มประด้วยการกระทบกระทั่งกันของแม่และลูกชาย ที่ดูราวกับพวกเขาเป็นคู่รักที่อยู่กินกันมานานจนบางครั้งความรักเริ่มจืดจาง ขาดความเข้าใจ การหายไปของการใช้เหตุผล และการเบื่อหน้ากัน หนังอาจเต็มไปด้วยประโยคแรงๆที่ลูกกล่าวหาแม่ แต่สุดท้ายความผูกพันธ์ก็ยังคงอยู่เสมอ  หนังไม่พยายามหาทางออกมักง่ายให้มันกลายเป็นหนังฮอลลีวู้ดดาดๆ แต่มันกลับจับจิตจับใจคนดูเสียเหลือเกินโดยไม่ต้องอาศัยการคลี่คลาย ภาพสุดท้ายที่ผู้กำกับใช้ฟุตเตจของตัวเองจริงๆเมื่อสมัยเด็กที่ให้อารมณ์ถวิลหาและจับใจคนดูอย่างยิ่งยวด ทำให้มันกลายเป็นหนังที่มีฉากจบที่น่าประทับใจที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ ลืมบอกไปว่าผู้กำกับเรื่องนี้ เขียนบทเอง เล่นเองด้วยนะครับ และเขามีอายุแค่เพียง 20 ปีเพียงเท่านั้น(แต่คนเล่นเป็นแม่ ไม่ใช่แม่เขาจริงๆ ตามที่ตนเข้าใจอะครับ)

 

ปล. หนังเรื่องนี้ไม่มีการฆ่าแกงกันแต่อย่างใด

 

 

 

Everyone Else (2009,Maren Ade,Germany)

            หนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชายหญิงในวัยทำงานที่ทำออกได้สนุกสนานชวนติดตามเสียเหลือทั้งที่ทั้งเรื่องแทบจะเล่นกันเพียง 2 คน นอกจากนั้นหนังยังมีอารมณ์ขันร้ายๆที่แทรกมาเป็นระยะ หนังทำให้คนดูเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ โดยมีปัญหาในเรื่องงาน เพื่อนเข้ามาแทรกในสมการความสัมพันธ์นี้ เพื่อให้คนทั้งคู่รวมไปถึงคนดูเห็นถึงความสัมพันธ์ที่คนวัยนี้นั้น มันอาจมีเรื่องที่มากกว่าความรักที่เกี่ยวข้องอยู่ในความสัมพันธ์อยู่เสมอ น่าเสียดายที่ผมไม่ชอบกับตอนจบเท่าใดนัก

 

 

Antichrist (2009,Lars Von Trier,Denmark/Germany/France/Sweden/Italy/Poland)               

                ลาร์ส วอน ทรีเย่ส์ เก่งกาจเสมอในการทำร้ายจิตใจคนดู แต่หลังจากที่เขาเป็นโรคซึมเศร้าจนหมดแรงทำหนัง เขากลับมาแล้วและคราวนี้เขาไม่ได้เพียงแค่ทำร้ายจิตใจคนดูทางความรู้สึกเพียงแค่นั้น เขาทำร้ายคนดูด้วยภาพหฤโหดต่างๆนาๆ ที่ทำให้หนังทรมานบันเทิงอย่าง Saw และ Hostel ควรได้รับเรต ท.(ดูได้ทุกเพศทุกวัย)จากกระทรวงวัฒนธรรมกันเลยทีเดียว  20 นาทีสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ คือ ความเฮี้ยนที่สุดจะบรรยาย มันเต็มไปได้ความบ้าคลั่งประหนึ่งกับการเข้าสิงโดยซาตาน และถ้าภาพมันยังไม่ทรงพลังมากพอ การแสดงของ Charlotte Gainbourg คือความเฮี้ยนแห่งการแสดงที่สร้างความสยองขวัญแก่คนดูอย่างไม่หยุดหย่อนในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของหนัง จนไม่แน่แปลกใจว่าเธอถึงได้รางวัลจากงานคานส์เพราะเธอเหมือนใช้พลังทั้งหมดที่เธอมีให้กับหนังเรื่องนี้ ยังไงอย่างงั้น นี่คือหนังที่ทำเอาอึ้ง ทึ่ง เสียว และเฮี้ยนที่สุดในรอบหลายปี และ Charlotte Gainbourg คือนักแสดงหญิงแห่งปีอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ปล. หนังเรื่องนี้ทำเอาหลายคนในโรงถึงกับอุทานว่า พอแล้วววว กันเลยทีเดียว

 

 

Dogtooth (2009,Giorgos Lanthimos,Greece)

              หนังตลกร้ายเสียดสีการเลี้ยงดูบุตรของชนชั้นกลางหรืออาจหมายถึงการปกครองของรัฐก็เป็นได้ที่ทนุทนอมเพื่อให้สิ่งที่ดีที่สุด แต่สุดท้ายมันก็ย้อนกลับมาทำร้ายคนในปกครองได้เช่นกัน หนังทำออกมาได้ชวนฮา กระอักกระอ่วนและเหวอแตกเป็นที่สุด จากการกระทำผิดธรรมชาติของครอบครัวนี้และหลายภาพก็มีความแรงจนให้อารมณ์แบบเดียวกับหนังของมิคาเอล ฮาเนเก้(Funny Games) ในขณะที่ภาพสุดท้ายที่เป็นภาพการพยายามหนีของลูกสาวคนกลาง ก็ให้ความรู้สึกที่แรงเป็นที่สุดจนอาจจะมองได้ว่ามันคือ การพ่ายแพ้ของประชาชนในโลกเผด็จการทุนนิยม

 

 

35 Shots of Rum (2008,Claire Denis,France/Germany)

                การคารวะผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ของโลกยาสุจิโร่ โอสุ(Tokyo Story) ของผู้กำกับหญิงคนสำคัญของโลกแคลร์ เดอนีส์  ที่ต้องยอมรับว่าไม่เคยสัมผัสงานกำกับของเธอมาก่อน ที่ดูเพราะชื่นชอบโอสุเป็นการส่วนตัว และเธอก็ทำหนังเรื่องนี้ออกมาได้อย่างละเมียดละมุมละไมเสียเหลือเกิน หนังเล่าเรื่องของการปล่อยวางได้อย่างอบอุ่นใจและเต็มไปด้วยวุฒิภาวะ แถมยังปรับเปลี่ยนอารมณ์ของโอสุให้เข้ากับหนังยุโรปได้อย่างยอดเยี่ยมเสียเหลือเกิน ทำให้มันกลายเป็นหนังที่ช่างอบอุ่นเสียเหลือเกิน

 

  

Talentime (2009,Yasmin Ahmad,Malaysia)

                หนังโรแมนติคที่ให้อารมณ์คล้าย Season Changes มีกลิ่นความเชยคล้ายหนังวัยรุ่นยุคกระโปรงบานขาสั้น และความดราม่าที่ชวนฟูมฟาย ทั้งหมดที่พูดมา ชวนให้รู้สึกว่าหนังวัยรุ่นเกี่ยวกับการประกวดร้องเพลงเรื่องนี้คงชวนสะอิดสะเอียนพิลึก แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่เพราะ 3 สิ่งที่พูดมานั้น มันเขย่าออกมาได้อย่างลงตัวด้วยการกำกับที่ลงตัว ทำให้ความเชยและความฟูมฟายจากบทหนังได้มลายหายไปเสียสิ้น และอาจจะด้วยความที่ประเด็นบางอย่างเช่นการโดนกีดกันความรักเพราะเหตุชาติพันธ์ที่ยังคงร่วมสมัยในสังคมมาเลย์ปัจจุบัน ทำให้หนังวัยรุ่นที่ควรจะเป็นแค่หนังวัยรุ่นดาดๆเรื่องนี้ กลายเป็นหนังที่น่าประทับใจเอามากๆ ไม่ต่างกับเมื่อครั้งที่ผมประทับใจกับ Season Changes เมื่อ 3 ปีก่อน น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้กลับกลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตของ ยัสมิน อามัด ทำให้ตอนจบของหนังเรื่องนี้ที่เป็นฉากไฟหอประชุมที่จัดงานประกวดร้องเพลงปิดลง เปรียบได้กับการอำลาการทำหนังที่ชวนสะเทือนใจเป็นอย่างมาก

 

 

La Pivellina (2009,Tizza Covi/Rainer Frimmel,Italy/Austria)

                หญิงสาวเลยวัยกลางคนตามหาหมาในสวนสาธารณะ และเธอก็พบเด็กหญิงไม่เกิน 2 ขวบถูกทิ้งเอาไว้กลางสวนสาธารณะ เธอจึงเก็บมาเลี้ยง นี่คือเส้นเรื่องของหนังเรื่องนี้เพราะหลังจากนั้น หนังแค่ตามติดชีวิตประจำวันของกลุ่มคนชาวยิปซีที่อาศัยอยู่ในรถเทรลเลอร์ หลังจากที่เก็บเด็กหญิงมาเลี้ยง หนังเผยให้เห็นถึงชีวิตของชาวยิปซีที่มักได้รับการดูแคลน ในขณะที่หนังส่วนใหญ่ก็เล่าเรื่องของคนพวกนี้อย่างตื้นเขิน หนังเรื่องนี้ใช้เพียงแค่กล้องตามติดชีวิตของเขาโดยวิธีการทำหนังที่บริสุทธิ์โดยมีเพียงแค่ผู้กำกับ 2 คนคอยถ่ายและไร้ดนตรีประกอบและการจัดแสงโดยสิ้นเชิง เปรียบเสมือนหนังเรื่องเยี่ยมทั้งหลายแหล่ของพี่น้องดาร์เดน(TheChild) ทำให้คนดูหลายคิดพาลคิดว่ามันเป็นหนังสารคดีทั้งที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้คือเรื่องแต่ง นี่คือจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ที่หนังที่มีแค่ชีวิตประจำวันราวกับชีวิตคนจริงๆ ที่ทำให้เราพบแง่มุมบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยรวมไปถึงการวิพากษ์สังคมอยู่ ในที ทำให้มันเป็นหนังที่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่านี่คือ หนังที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างถึงที่สุด และผมขอมอบตำแหน่งหนังแห่งปีไปครองโดยยังไม่ทันสิ้นปีให้ได้อย่างไม่เคอะเขิน  

 

 

Nat

                จบไปเป็นสัปดาห์แล้ว สำหรับงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24-30 กันยายน โดยผมเป็นคนนึงที่ใช้เวลาทั้งหมด 6 วันไปกับการดูหนังอย่างมาราธอนถึง 20 เรื่องด้วยกัน(ความจริงต้องดูได้มากกว่านี้อีก ถ้าไม่ติดสอบ) โดยบทความชิ้นนี้จะขอพูดถึงหนังที่ไปดูมาทั้ง 20 เรื่องแบบเรื่องละสั้นๆพอเป็นพิธี โดยจะเรียงลำดับจากไม่ชอบไปสู่ชอบอย่างสุดซึ้ง โดยทั้ง 20 เรื่องนี้ มีเพียงเรื่องเดียวที่ไม่ชอบ ส่วนอีก 19 เรื่องนั้น ผมชอบทั้งหมด เพียงแต่ชอบน้อยชอบมากต่างกันก็เท่านั้นเอง

 

หมายเหตุ : เหตุที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้หลังจากเทศกาลปิดตัวลงไปเป็นอาทิตย์แล้วนั้น เนื่องจากผมติดสอบนะครับ

 

 

Altiplano (2009,Peter Brosens/Jessica Hpoe Woodworth,Belgium/Germany/Netherlands)

          ภาพยนตร์เจ้าของรางวัลกินรีทองคำหรือรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลนี้ แต่ดันกลายเป็นหนังเรื่องเดียวจากเทศกาลนี้ที่ผมไม่ชอบมันเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นแปลว่า เหตุที่ผมไม่ปลื้มมันไม่ใช่เพราะหนังไม่ดี แต่ผมไม่ถูกจริตการเล่าเรื่องมันเลยสักนิดต่างหาก หนังเต็มไปด้วยนัยยะทางศาสนา จักรวรรดินิยมในโลกทุนนิยม ความเจ็บปวดของมนุษย์ โดยทั้งหมดทั้งมวลถูกเล่าด้วยภาพที่สวยงามราวกับหลุดมาจากภาพถ่ายอันแสนโรแมนติคหนังเต็มไปด้วยความประดิดประดอยในการเล่าเรื่องโดยภาพที่มากจนผมรู้สึกว่ามันล้นเกินไป ทำให้ประเด็นที่ยากอยู่แล้วกลับยากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ทำให้ความหนักแน่นของเรื่องราวถูกลดบทบาทลงด้วยการสร้างภาพที่สวยงามเกินหน้าเกินตา จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าหนังฉาบฉวยในการเล้าเรื่องมากเกินไป

 

 

Jerichow (2008,Christian PetZold,Germany)

        หนังฟิล์มนัวร์จากเยอรมันที่หยิบชิ้นงานคลาสสิคอย่าง The Postman Always Rings Twice มารีเมคแต่ปรับเปลี่ยนสไตล์ให้กลายเป็นหนังยุโรปได้อย่างลงตัวและมีประเด็นทางการเมืองให้ได้ครุ่นคิดอีกต่างหาก น่าเสียดายที่ผมไม่อินกับมันนัก กลับการพูดถึงด้านมืด การหักหลัง ความขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ความรัก ความลุ่มหลง และหารหลอกลวง ในหนังเรื่องนี้เอาซะเลย โชดดีที่การเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมทำให้มันเป็นหนังที่ดูเพลิดเพลินมิใช่เล่น

 

 

Burma VJ : Reporting from a Closed Country (2008,Anders Ostergaard,Denmark)

          นี่คือสารคดีที่มีวัตถุดิบที่แสนทรงพลังเอามากๆ กับภาพข่าวจากกลุ่มนักข่าวใต้ดินของพม่าที่พยายามบันทึกเหตุการณ์การประท้วงเมื่อ 2 ปีก่อนอันครึกโครม หนังเต็มไปด้วยภาพการแอบถ่ายการกระทำของรัฐบาลพม่าที่หลายภาพคนดูก็ยังไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน ภาพแต่ละภาพล้วนแต่มีพลังและสั่นคลอนจิตใจคนดูได้ไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่หนังพยายามสร้างเส้นเรื่องที่ให้ผู้นำนักข่าวกลุ่มนี้มาเล่าเรื่องบวกการใส่ฟุตเตจของผู้บรรยายที่ดูฟูมฟายมากเกินไป จนหลายครั้งดูยัดเหยียดอารมณ์เสียด้วยซ้ำ ทำให้อารมณ์เหล่านั้นไปทำลายพลังของภาพที่แสนทรงพลังให้มันลดน้อยลงอย่างน่าใจหายไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้สารคดีที่ควรจะสั่นคลอนจิตใจคนดูได้มากมายกลับไม่ได้ผลเท่าที่ควรนัก

 

 

Cloud 9 (2008,Andreas Dresen,Germany)

           หนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงชู้สาวที่เต็มไปด้วยฉากโป๊มากมาย แต่มันเป็นเรื่องราวของคนในวัย 70 กว่าๆ บางคนกำลังคิดว่ามันคงเต็มไปด้วยความที่ไม่อภิรมย์เอาเสียเลย  แต่หนังก็หาได้เพียงแต่จะหมกหมุ่นกับสิ่งเหล่านั้นแต่อย่างใด(แม้มันจะเยอะพอควรก็ตาม) หนังเหมือนเป็นภาพการโหยหาความเยาว์วัยของคนชรา ซึ่งโดยวุฒิภาวะของผู้เขียนคงยากที่จะอินกับสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ถึงแม้ไม่อินแต่หนังก็ทำออกมาได้จับใจแต่แอบแฝงความเจ็บปวดได้อยู่ในที และโดยเฉพาะการแสดงที่สุดยอดของป้า Ursula Werner  ที่ทำเอาผมถึงกับน้ำตาหลั่งรินกันเลยทีเดียว

 

  

Independencia (2009,Raya Martin,Philipphines,France,Germany/Netherlands)

          ยอมรับโดยดุษฎีเลยครับว่า ไม่ค่อยสนุกกับหนังเรื่องนี้เท่าใดนักแม้จะชอบวิธีการเล่าเรื่องเอามากๆ หนังเล่าเรื่องแบบหนังเสียงยุคบุกเบิกที่ถ่ายด้วยภาพความดำ ถ่ายทำในสตูดิโอ และมีภาพเป็นฟูลสกรีน หนังพูดถึงประวัติศาสตร์ชาติฟิลิปปินส์ในช่วงเดียวกับหนังเสียงยุคแรก โดยจับภาพของประชาชนที่หนีชีวิตเมืองขึ้นเข้าไปอาศัยในป่า ที่สุดท้ายไม่พ่ายแพ้ให้จักรวรรดินิยมก็พ่ายแพ้แก่ธรรมชาติอยู่ดี ก่อนมันจะพาเรามาในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นการปิดไตรภาคหนังประวัติศาสตร์ชาติตนเองของผู้กำกับน่าใหม่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนนึงของโลกนาม รายา มาร์ติน

 

ปล. หนังเรื่องนี้ทำให้ผมสามารถทำข้อสอบวิชา South East Asia ได้หลายข้อ เลยต้องขอขอบคุณ รายา มาร์ตินมา ณ โอกาสนี้ด้วย

 

  

Vincere (2009,Marco Bellocchio,Italy/Frace)

          ประโยคที่ว่า ความรักทำให้คนเป็นบ้า นั้น เป็นสิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องจริง นี่คือหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของเมียเก็บและลูกนอกสมรสของผู้ชายที่ชื่อ มุสโสลินี โดยหนังเล่าถึงจุดเริ่มต้นของมุสโสลินีจนถึงกลายสิ้นสุดยุคของเขาด้วยความพ่ายแพ้ขนาบด้วยเรื่องราวจุดเริ่มต้นของหญิงคนนึงที่มีต่อมุสโสลินีจนถึงเธอเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตในที่สุด การแสดงของ Giovanna Mezzogiorno ในบทนางเอก ต้องยอมรับว่าเธอทำให้ตัวละครของผู้ลุ่มหลงในความรักของเธอนั้น ออกมาน่าเศร้าและชวนเจ๊บปวดรวดร้าว และด้วยการเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ขนาบไปกับเรื่องของเธอ ก็ยิ่งเห็นถึงความเจ็บปวดของผู้คนที่มีต่อมุสโสลินีไปในคราวเดียวกันได้อย่างยอดเยี่ยม น่าเสียดายที่ผมไม่เห็นร่องรอยแม้แต่น้อยว่า เหตุใดผู้หญิงคนนี้ถึงรักมุสโสลินีขนาดนี้ หรือมันกำลังบอกเราว่า ไม่รู้ทำไมประชาชนในยุคนั้นถึงชื่นชม มุสโสลินี

 

  

The Queen & I (2008,Nahid Persson,Sweden)

          สารคดีว่าด้วยการแสดงชีวิตของราชินีองค์สุดท้ายของประเทศอิหร่านโดยผู้กำกับที่เห็นด้วยในการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์ของอิหร่าน นี่คือการประทะกันของผู้หญิงสองคนที่มีความคิดต่างกัน หนังมีท่าทีจะกลายเป็นหนังที่เต็มไปด้วยเรื่องทางการเมืองและความคิดอย่างข้นคลั่ก แต่ด้วยเหตุอันใดไม่ทราบ หนังกลับกลายเป็นการแสดงความเป็นปุถุชนขององค์ราชินีไปเสียได้  แต่ในขณะที่มันเป็นสารคดีทำให้การบิดเรื่องกะทันหันถือเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ เนื่องมันไม่ใช่เรื่องแต่งการเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นในทุกเมื่อเชื่อวัน และต้องยอมรับว่า องค์ราชินี เธอก็มีเสน่ห์อยู่ในตัวล้นทะลุจอเสียด้วย

 

  

The Strength of Water (2009,Armangan Ballantyne,New Zealand/Germany)

          หนังเมโลดราม่าเกี่ยวกับความสูญเสียของครอบครัวชนเผ่าเมารี ที่ยังคงความแปลกตาของภูมิทัศน์ของพื้นที่ อารมณ์ละมุมละไม แบบเดียวกับหนังจากนิวซีแลนด์เรื่อง Whale Riders เคยทำให้หลายคนชื่นชมมาแล้ว น่าเสียดายที่ผมพบว่าชั่วโมงแรกของหนังนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ตราตรึง ซาบซึ้งและประทับใจ เพียงแต่ 24 นาทีหลัง หนังกลับกลายดูอ่อนแรงลงไปเสียดื้อๆ ทำให้มันกลายเป็นหนังชวนประทับใจที่พาผมไม่ถึงฝั่งไปซะอย่างนั้น

 

 

A Prophet (2009,Jacques Audiard,Frace/Italy)

          หนังดราม่าคนคุกที่ให้อารมณ์ละม้าย Prison Break ฉบับที่จริงกว่า ดิบกว่า แอคชั่นน้อยกว่าและไม่มีการแหกคุกแต่อย่างใด แต่ยังสามารถคงความเข้มข้นตลอด 150 นาทีได้อย่างเหลือเชื่อ และให้อารมณ์คล้ายหนังชั้นเลิศเรื่องที่แล้วของผู้กำกับท่านนี้อย่าง The Beat That My Heart Skipped ได้อีกต่างหาก น่าเสียดายที่ผมรู้สึกว่าหนังไม่ค่อยมีอารมณ์ที่เราสามารถจับต้องได้เท่าที่ควรนัก เมื่อเทียบกับเรื่องที่แล้วที่เห็นได้ชัดว่าอารมณ์รวบเข้ากับความเข้มข้นได้อย่างลงตัว

 

 

 Huacho (2009,Alejandro Fernandez Almendras,Chile/France)               

          เป็น Vantage Point ฉบับตามตามติดชีวิตครอบครัวคนชายขอบที่ต้องใช้ชีวิตในโลกทุนนิยมของประเทศชิลี โดยครอบครัวมี 4 ตา ยาย แม่ ลูก โดยเล่าเรื่องแบ่งไปทีละคน ทีละมุมอง เพื่อจับภาพการดิ้นรนของผู้คนในโลกทุนนิยม ที่เสนอออกมาได้อย่างสมจริงโดยที่หนังใช้วิธีการถ่ายแบบHand-Held และไม่มีดนตรีประกอบแม้แต่น้อย นักแสดงก็ใช้มือสมัครเล่นแต่กลับทำหน้าที่ได้ดีสุดๆ ขณะที่ตัวหนังก็เล่าเรื่องได้ครบถ้วนจนชวนน่าใจหาย แต่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไรก็มิทราบได้ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ตอน Vantage Point แล้วคือ พอถึงมุมมองหลังๆแล้วจะรู้สึกว่าหนังมันหมดแรงและไม่ค่อยน่าติดตาม ซึ่งเรื่องนี้รู้สึกกับมุมมองสุดท้ายที่เป็นของคุณตา เนื่องจากรู้สึกว่าหนังมันพีคในฉากสุดท้ายของมุมมองที่ 3 หรือมุมมองคุณลูกไปเสียแล้ว ทำให้ผมชอบเรื่องนี้แบบไม่สุด

 

NAT

 

ว่ากันว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีความเจ็บปวด ศิลปะก็คงไม่เกิด

ว่ากันว่า ภาพยนตร์ควรสื่อสถานะตัวตนของผู้กำกับผ่านศิลปะแห่งภาพยนตร์

 

 

                ข้อความข้างต้นอาจไม่สลักสำคัญเท่าใดนัก สำหรับใครหลายคน แต่หลังจากผมได้รับชม หนังเรื่อง ฝันโครตโครต แล้ว ผมพบว่าทั้งสองข้อความข้างต้นน่าจะสำคัญสำหรับผู้ชายร่างเล็กนาม พิง ลำพระเพลิง

                ฝันโครตโครตเป็นผลงานการเขียนบทและกำกับครั้งที่ 3 ของพิง ลำพระเพลิง ซึ่งยังคงหนักแน่นในความหมกหมุ่นอยู่กับการบำบัดตนเองเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา

                             

                 ในขณะที่ โครตรักเอ็งเลย เขาบำบัดตนเองในเรื่องของภรรยาที่จากไป คนหิ้วหัว บำบัดตนเองในเรื่องของการไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่ลูกชายของเขา ฝันโครตโครต คงเป็นการบำบัดตนเองในเรื่องของตนเอง ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อหนังเรื่องนี้ยังคงมุ่งเน้นถึงการจากไปของภรรยาของเขา ความอยากดังของเขา การทำหนัง โดยผ่านความฝัน ซึ่งมันอาจจะหมายถึงความฝันของตัวเขาเองในเรื่องต่างๆนาๆ

                ซึ่งการบำบัดตนเองในครั้งนี้ของพิง ลำพระเพลิง ยังคงเต็มไปด้วยการโชว์การนำเสนอที่แปลกแหวกตลาด การโชว์ออฟวิธีการเล่าเรื่องหรือการโชว์ออฟตนเองนั้นเอง ซึ่ง 2 ผลงานก่อนหน้านี้ผมไม่ค่อยปลื้มกับมันเท่าใดนักแม้จะเข้าใจในเรื่องที่เขาเล่าแต่ด้วยการนำเสนอที่บ้าคลั่งนั้นเอง ที่ทำให้ผมประสบพบกับความอิหลั่กอิเหลื่อ ในการนำเสนอของเขาอยู่พอสมควร แต่เหตุการณ์เหล่านั้นกลับไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผมอีกต่อไปกับเรื่อง ฝันโครตโครต เนื่องจากผมอินกับหนังเรื่องนี้ครับ

                                

                 สาเหตุที่ผมอิน เนื่องจากผมมีปัญหาเหมือนกับพี่พิงครับ ผมยังคงติดกับอยู่กับความรักเก่าๆอยู่ครับ แน่นอนว่าความรักของผมมันคงไม่ยาวนานหรือยิ่งใหญ่และลึกซึ้งเท่าความเป็นสามีภรรยาของพี่พิงแต่อย่างใด รวมถึงการจบลงก็หาได้ใกล้กับความจริงในชีวิตของพี่พิงแต่อย่างใด แต่อย่างน้อยการหมุนไปของเข็มนาฬิกาก็บ่งบอกว่าอย่างหนึ่งที่ผมมีเหมือนกับพี่พิงแน่ๆ คือผมยังคงติดกับห้วงเวลาเก่าๆ การล่มสลายของความรักที่เวลาอันเนิ่นนานก็ไม่ได้เยียวยาแผลนั้นแต่อย่างใด              

                 ในหนังเราจะเห็นว่า ตัวละครซึ่งเป็นตัวแทนของพี่พิงที่พี่พิงนำแสดงเอง ยังคงหมกหมุ่นอยู่กับการจากไปของภรรยา และอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงความสัมพันธ์ของพี่พิงกับภรรยาผ่านจากในหนังทั้งจาก โครตรักเอ็งเลย และหนังเรื่องนี้ คือ ความรู้สึกผิดที่มีต่อภรรยา ซึ่งในหนังเรื่องนี้  เราจะเห็นว่าในฉากความฝันของพระเอกที่ออกมาในรูปแบบการอยู่กินกับนางเอกแบบสามีภรรยานั้น ตัวพระเอกกลับไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่ภรรยาเท่าที่ควรนัก ซึ่งเป็นความผิดอย่างหนึ่งที่ค้างเติ่งอยู่ในจิตใจของพี่พิงโดยตลอดมา(ที่ผมเข้าใจในตัวพี่พิงไม่ใช่อะไรหรอกครับ เคยดูพี่เขาเมื่อหลายปีที่แล้วใน รายการเจาะใจ)

                ซึ่งไม่ต่างชีวิตตัวผม ที่ประโยคหลังๆที่ผมได้รับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว คือ หลังๆชอบทำให้เขาผิดหวังอยู่เป็นนิจเป็นสิน ทำให้ความสัมพันธ์นั้นต้องแตกหัก ซึ่งทำให้ทุกวันนี้ผมยังคงวนเวียนอยู่กับความรู้สึกผิดบาปที่ตนเองก่อไว้เป็นครั้งคราว

                               

                 ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตนเองด้วย ทำให้ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ แม้มันจะมีการเล่าเรื่องที่พิศดารจนสามารถพูดว่า มันเป็นหนังอาร์ตก็ย่อมได้ เพราะ ถ้าความหมายของหนังอาร์ต คือ หนังส่วนตัว หนังของพี่พิงที่ผ่านมาทั้งหมดก็คือ หนังอาร์ต อย่างไร้ข้อกังขา เพราะ มันเต็มไปด้วยการปลดเปลื้องตัวตนอย่างหมดเปลือก การเผยความเจ็บปวดส่วนตน การบำบัดชีวิตตนผ่านความลวง(ภาพยนตร์) สิ่งอาจรวมไปถึงการคงสถานะตัวตนทางสังคมเฉกเช่นที่ คงเดช จาตุรันต์รัศมี(เฉิ่ม,กอด) ทำอยู่เป็นประจำก็เป็นได้

                จนทำให้ผมนับถือ พี่พิง เลยทีเดียวครับ ที่กล้าสร้างหนังเช่นนี้เพื่อเข้าฉายอยู่ในกระแสหลัก ทั้งที่มันส่วนตัวและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกต่อว่าอย่างหนักหน่วงจากผู้ชมโดยทั่วไป ซึ่งหาได้น้อยคนหนักในวงการหนังกระแสหลัก ไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตามในโลก ที่ใส่ตัวตนเข้าไปไม่ยั้งถึงเพียงนี้ เพราะ ส่วนใหญ่แล้วหนังพวกนี้ล้วนหาได้ตามวงการหนังอิ้นดี้เสียมากกว่า

                                  

                 และแม้หลายคนจะค่อนขอดว่า หมกหมุ่นกับเรื่องของตัวเองมากไป แต่ว่ากันว่าข้อปฏิบัติข้อแรกในการคิดทำหนัง คือ ควรจะทำเรื่องที่ตัวเองรู้ดีที่สุด ถ้าอย่างงั้นมันก็ไม่ผิดเลย ถ้าคนๆนึงจะทำหนังเกี่ยวกับชีวิตตนเองไปเลย เพราะ สุดท้ายชีวิตเรานั้นเองมิใช่หรือ เป็นเรื่องที่เราเข้าใจมันมากที่สุด หาใช่การเมืองหรือสภาพสังคมไม่

                อาจไม่ใช่ หนังดี ตามมาตรฐานสากล แต่บอกได้เต็มปาก ว่านี่คือ หนังที่ ผมชอบครับ

 

NAT