6 วัน 20 เรื่อง : ดูหนังโรงอย่างบ้าคลั่ง ณ Bangkok Films festival (Part 2)
posted on 08 Oct 2009 22:34 by mc3130กลับมาต่อกับอีก 10 เรื่องที่เหลือกันเลยนะครับ โดย 10 เรื่องทีเหลือก็คือ 10 อันดับหนังที่ผมชอบที่สุดจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพครั้งล่าสุดนั้นเองแหล่ะครับ
ปีที่แล้วมี My Winipeg เป็น Mockumentary(สารคดีเก๊) ที่เล่าเรื่องได้อย่างสนุกสนานและบ้าบอเป็นที่สุด ปีนี้ก็มีหนังเรื่องนี้ที่มีแนวทางคล้ายกัน แต่เรื่องนี้มีความพิเศษกว่าตรงที่มันเสียดสีกระทบกระเทียบโลกปัจจุบันได้อย่างแสบแสนผ่านพิธีกรนามอัลเฟรด ฮิตซ์ค็อก โดยใช้ฟุตเตจเก่าบวกการแสดงใหม่ของคนหน้าเหมือน โฆษณาแสนเชยที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกครั้ง สงครามเย็น ริชาร์ด นิกสัน และอื่นๆอีกมากมาย โดยหนังจบด้วยการปิดฉากชีวิตของฮิตซ์ค็อก การสิ้นสุดสงครามเย็น ก่อนที่มันจะไปจบที่หลังEnd Credit ด้วยการพูดของดิ๊ก เชนีย์ ที่แสนฮา ซึ่งทำให้เห็นการเสียดสีการใช้สื่อในโลกทุนนอยมได้อย่างยอดเยี่ยม และทำให้หนังเรื่องนี้มีEnd Credit ที่ได้ใจและฮามากที่สุดตั้งแต่เคยดูหนังมา
ImBurnal (2008,Sherad Anthony Sanchez,Philipphines)
นี่คือหนังที่พาคนดูไปไกลเกินกว่าคำว่า ภาพยนตร์ที่เราคุ้นเคยมากที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา หนังเจ้าของความยาว 3 ชั่วโมง 35 นาที ที่เล่าเรื่องอย่างเชื่องช้าเอื่อยเชื่อยและเต็มไปด้วยการถ่ายชีวิตประจำวันของผู้คนชาวเล ร่วมด้วยการทดลองงานด้านภาพและการเล่าเรื่อง ที่มีทั้งการพักหน้าจอดดำเกิน 10 นาที การใช้ภาพเบลอ เสียงกับภาพที่ไม่สัมพันธ์กัน เสียงวิทยุที่เป็นเหมือนดนตรีประกอบ เสียงดนตรีที่ราวกับหลุดมาจากวง Goose ทำให้หนังเต็มไปด้วยช่องว่างกระตุ้นต่อมความคิดคนดูเป็นอย่างมาก ว่านอกจากการจับชีวิตผู้คนธรรมดาสามัญแล้วหนังต้องการสื่ออะไรมากกว่านั้นหรือมันเป็นเพียงแค่การจับโมงอันเชื่อยชาของการใช้ชีวิตของผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในเมือง จนสามารถทำให้คนดูสามารถยกมันเป็นหนังที่ทำขึ้นมาเพื่อปลดแอกสื่อภาพยนตร์ในโลกที่ขึ้นอยู่กับฮอลลีวู้ดที่แสนน่าเบื่อ

หนั้งสั้น 3 เรื่อง จาก 3 สุดยอดผู้กำกับขวัญใจชาวอิ้นดี้ตัวกลั่นเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีเทศกาลหนังจอนจู โดยมีธีมเกี่ยวการมาเยือน ฮองซานซูจากเกาหลีใต้ยังคงยอดเยี่ยมในการพูดถึงความสัมพันธ์ของชายหญิงปัญญาชนที่ให้อารมณ์ไม่ต่างจาก Woman Is a Future of Man ผลงานชิ้นเอกของเขา นาโอมิ คาวะเสะ นั้นก็ยังคงเล่าเรื่องได้นิ่งผสมกับการขายภูมิทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นอย่างผลงานของเธอที่ผ่านมา น่าเสียดายที่ผมไม่อินด้วยเลยแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องสุดท้ายของลาฟ ดิแอชจากฟิลิปปินส์ที่ยังคงเล่าเรื่องของชนชั้นล่างที่การกระทำของตัวละครรวมไปถึงความรู้สุก ทำให้คนดูถึงกับจุกอกและเจ๊บปวดรวดร้าวภายในจิตใจได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้มันกลายเป็นตอนที่ดีที่สุดอย่างไร้กังขา
I Killed My Mother (2009,Xavier Dolan,Canada)
วัยรุ่นหลายคนคงไม่ต่างจากซาเวียร์ โดรลองที่มักมีปัญหากับผู้ปกครองเป็นประจำ เพียงแต่เขาเก๋กว่าคนอื่นตรงที่เขาเลยจับเรื่องราวนั้นมาทำเป็นหนังเสียเลย หนังเรื่องนี้จึงเต็มประด้วยการกระทบกระทั่งกันของแม่และลูกชาย ที่ดูราวกับพวกเขาเป็นคู่รักที่อยู่กินกันมานานจนบางครั้งความรักเริ่มจืดจาง ขาดความเข้าใจ การหายไปของการใช้เหตุผล และการเบื่อหน้ากัน หนังอาจเต็มไปด้วยประโยคแรงๆที่ลูกกล่าวหาแม่ แต่สุดท้ายความผูกพันธ์ก็ยังคงอยู่เสมอ หนังไม่พยายามหาทางออกมักง่ายให้มันกลายเป็นหนังฮอลลีวู้ดดาดๆ แต่มันกลับจับจิตจับใจคนดูเสียเหลือเกินโดยไม่ต้องอาศัยการคลี่คลาย ภาพสุดท้ายที่ผู้กำกับใช้ฟุตเตจของตัวเองจริงๆเมื่อสมัยเด็กที่ให้อารมณ์ถวิลหาและจับใจคนดูอย่างยิ่งยวด ทำให้มันกลายเป็นหนังที่มีฉากจบที่น่าประทับใจที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ ลืมบอกไปว่าผู้กำกับเรื่องนี้ เขียนบทเอง เล่นเองด้วยนะครับ และเขามีอายุแค่เพียง 20 ปีเพียงเท่านั้น(แต่คนเล่นเป็นแม่ ไม่ใช่แม่เขาจริงๆ ตามที่ตนเข้าใจอะครับ)
ปล. หนังเรื่องนี้ไม่มีการฆ่าแกงกันแต่อย่างใด
Everyone Else (2009,Maren Ade,Germany)
หนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชายหญิงในวัยทำงานที่ทำออกได้สนุกสนานชวนติดตามเสียเหลือทั้งที่ทั้งเรื่องแทบจะเล่นกันเพียง 2 คน นอกจากนั้นหนังยังมีอารมณ์ขันร้ายๆที่แทรกมาเป็นระยะ หนังทำให้คนดูเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ โดยมีปัญหาในเรื่องงาน เพื่อนเข้ามาแทรกในสมการความสัมพันธ์นี้ เพื่อให้คนทั้งคู่รวมไปถึงคนดูเห็นถึงความสัมพันธ์ที่คนวัยนี้นั้น มันอาจมีเรื่องที่มากกว่าความรักที่เกี่ยวข้องอยู่ในความสัมพันธ์อยู่เสมอ น่าเสียดายที่ผมไม่ชอบกับตอนจบเท่าใดนัก
Antichrist (2009,Lars Von Trier,Denmark/Germany/France/Sweden/Italy/Poland)
ลาร์ส วอน ทรีเย่ส์ เก่งกาจเสมอในการทำร้ายจิตใจคนดู แต่หลังจากที่เขาเป็นโรคซึมเศร้าจนหมดแรงทำหนัง เขากลับมาแล้วและคราวนี้เขาไม่ได้เพียงแค่ทำร้ายจิตใจคนดูทางความรู้สึกเพียงแค่นั้น เขาทำร้ายคนดูด้วยภาพหฤโหดต่างๆนาๆ ที่ทำให้หนังทรมานบันเทิงอย่าง Saw และ Hostel ควรได้รับเรต ท.(ดูได้ทุกเพศทุกวัย)จากกระทรวงวัฒนธรรมกันเลยทีเดียว 20 นาทีสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ คือ ความเฮี้ยนที่สุดจะบรรยาย มันเต็มไปได้ความบ้าคลั่งประหนึ่งกับการเข้าสิงโดยซาตาน และถ้าภาพมันยังไม่ทรงพลังมากพอ การแสดงของ Charlotte Gainbourg คือความเฮี้ยนแห่งการแสดงที่สร้างความสยองขวัญแก่คนดูอย่างไม่หยุดหย่อนในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของหนัง จนไม่แน่แปลกใจว่าเธอถึงได้รางวัลจากงานคานส์เพราะเธอเหมือนใช้พลังทั้งหมดที่เธอมีให้กับหนังเรื่องนี้ ยังไงอย่างงั้น นี่คือหนังที่ทำเอาอึ้ง ทึ่ง เสียว และเฮี้ยนที่สุดในรอบหลายปี และ Charlotte Gainbourg คือนักแสดงหญิงแห่งปีอย่างไม่ต้องสงสัย
ปล. หนังเรื่องนี้ทำเอาหลายคนในโรงถึงกับอุทานว่า พอแล้วววว กันเลยทีเดียว
Dogtooth (2009,Giorgos Lanthimos,Greece)
หนังตลกร้ายเสียดสีการเลี้ยงดูบุตรของชนชั้นกลางหรืออาจหมายถึงการปกครองของรัฐก็เป็นได้ที่ทนุทนอมเพื่อให้สิ่งที่ดีที่สุด แต่สุดท้ายมันก็ย้อนกลับมาทำร้ายคนในปกครองได้เช่นกัน หนังทำออกมาได้ชวนฮา กระอักกระอ่วนและเหวอแตกเป็นที่สุด จากการกระทำผิดธรรมชาติของครอบครัวนี้และหลายภาพก็มีความแรงจนให้อารมณ์แบบเดียวกับหนังของมิคาเอล ฮาเนเก้(Funny Games) ในขณะที่ภาพสุดท้ายที่เป็นภาพการพยายามหนีของลูกสาวคนกลาง ก็ให้ความรู้สึกที่แรงเป็นที่สุดจนอาจจะมองได้ว่ามันคือ การพ่ายแพ้ของประชาชนในโลกเผด็จการทุนนิยม
35 Shots of Rum (2008,Claire Denis,France/Germany)
การคารวะผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ของโลกยาสุจิโร่ โอสุ(Tokyo Story) ของผู้กำกับหญิงคนสำคัญของโลกแคลร์ เดอนีส์ ที่ต้องยอมรับว่าไม่เคยสัมผัสงานกำกับของเธอมาก่อน ที่ดูเพราะชื่นชอบโอสุเป็นการส่วนตัว และเธอก็ทำหนังเรื่องนี้ออกมาได้อย่างละเมียดละมุมละไมเสียเหลือเกิน หนังเล่าเรื่องของการปล่อยวางได้อย่างอบอุ่นใจและเต็มไปด้วยวุฒิภาวะ แถมยังปรับเปลี่ยนอารมณ์ของโอสุให้เข้ากับหนังยุโรปได้อย่างยอดเยี่ยมเสียเหลือเกิน ทำให้มันกลายเป็นหนังที่ช่างอบอุ่นเสียเหลือเกิน
หนังโรแมนติคที่ให้อารมณ์คล้าย Season Changes มีกลิ่นความเชยคล้ายหนังวัยรุ่นยุคกระโปรงบานขาสั้น และความดราม่าที่ชวนฟูมฟาย ทั้งหมดที่พูดมา ชวนให้รู้สึกว่าหนังวัยรุ่นเกี่ยวกับการประกวดร้องเพลงเรื่องนี้คงชวนสะอิดสะเอียนพิลึก แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่เพราะ 3 สิ่งที่พูดมานั้น มันเขย่าออกมาได้อย่างลงตัวด้วยการกำกับที่ลงตัว ทำให้ความเชยและความฟูมฟายจากบทหนังได้มลายหายไปเสียสิ้น และอาจจะด้วยความที่ประเด็นบางอย่างเช่นการโดนกีดกันความรักเพราะเหตุชาติพันธ์ที่ยังคงร่วมสมัยในสังคมมาเลย์ปัจจุบัน ทำให้หนังวัยรุ่นที่ควรจะเป็นแค่หนังวัยรุ่นดาดๆเรื่องนี้ กลายเป็นหนังที่น่าประทับใจเอามากๆ ไม่ต่างกับเมื่อครั้งที่ผมประทับใจกับ Season Changes เมื่อ 3 ปีก่อน น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้กลับกลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตของ ยัสมิน อามัด ทำให้ตอนจบของหนังเรื่องนี้ที่เป็นฉากไฟหอประชุมที่จัดงานประกวดร้องเพลงปิดลง เปรียบได้กับการอำลาการทำหนังที่ชวนสะเทือนใจเป็นอย่างมาก
La Pivellina (2009,Tizza Covi/Rainer Frimmel,Italy/Austria)
หญิงสาวเลยวัยกลางคนตามหาหมาในสวนสาธารณะ และเธอก็พบเด็กหญิงไม่เกิน 2 ขวบถูกทิ้งเอาไว้กลางสวนสาธารณะ เธอจึงเก็บมาเลี้ยง นี่คือเส้นเรื่องของหนังเรื่องนี้เพราะหลังจากนั้น หนังแค่ตามติดชีวิตประจำวันของกลุ่มคนชาวยิปซีที่อาศัยอยู่ในรถเทรลเลอร์ หลังจากที่เก็บเด็กหญิงมาเลี้ยง หนังเผยให้เห็นถึงชีวิตของชาวยิปซีที่มักได้รับการดูแคลน ในขณะที่หนังส่วนใหญ่ก็เล่าเรื่องของคนพวกนี้อย่างตื้นเขิน หนังเรื่องนี้ใช้เพียงแค่กล้องตามติดชีวิตของเขาโดยวิธีการทำหนังที่บริสุทธิ์โดยมีเพียงแค่ผู้กำกับ 2 คนคอยถ่ายและไร้ดนตรีประกอบและการจัดแสงโดยสิ้นเชิง เปรียบเสมือนหนังเรื่องเยี่ยมทั้งหลายแหล่ของพี่น้องดาร์เดน(TheChild) ทำให้คนดูหลายคิดพาลคิดว่ามันเป็นหนังสารคดีทั้งที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้คือเรื่องแต่ง นี่คือจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ที่หนังที่มีแค่ชีวิตประจำวันราวกับชีวิตคนจริงๆ ที่ทำให้เราพบแง่มุมบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยรวมไปถึงการวิพากษ์สังคมอยู่ ในที ทำให้มันเป็นหนังที่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่านี่คือ หนังที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างถึงที่สุด และผมขอมอบตำแหน่งหนังแห่งปีไปครองโดยยังไม่ทันสิ้นปีให้ได้อย่างไม่เคอะเขิน
Nat








